เสน่ห์ “อีคอมเมิร์ซไทย” แรงดึงดูดยักษ์ต่างชาติ
ทำไม “ไทย” ถึงเป็นเป้าหมายในการลงทุนอีคอมเมิร์ซของยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ เวทีเสวนาในงาน “Future Economy and Internet Governance : Big Change to Big Chance” จัดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ฉายภาพชัด
“ศุภนีวรรณ จูตระกูล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุถึงเหตุผลว่า เป็นเพราะคนไทยใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตสูงมาก การซื้อขายออนไลน์ผ่าน M-commerce เป็นอันดับ 2 ในโลก รองจากเกาหลีใต้ คือมี 52% ของประชากรที่ซื้อของผ่านทางออนไลน์โมบาย 70% เข้าชมร้านค้า ทั้งจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กที่แอ็กทีฟยังอยู่ในอันดับ 8 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ที่ engagement กับโพสต์ในเฟซบุ๊ก
ตลาดอีคอมเมิร์ซแซงอินโดฯ
ขณะที่ข้อมูลตลาดอีคอมเมิร์ซในปีที่แล้ว มีมูลค่า 1.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดในอาเซียน แซงหน้าอินโดนีเซียที่มีประชากรมากกว่า มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 57 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24% ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นประจำ 51 ล้านราย เพิ่มขึ้น 11% ที่สำคัญคือคนไทยยังพร้อมก้าวไปสู่บริการดิจิทัลใหม่ ๆ อาทิ การใช้ QR code แสดงให้เห็นชัดว่า คนไทยพร้อมรับเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ
“แพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงเห็นโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะโซเชียลคอมเมิร์ซ ที่ 51% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เคยซื้อทางนี้ โดยมีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์เป็นช่องทางหลัก โดยใช้เฟซบุ๊ก 49 ล้านราย จาก 51 ล้านผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทั้งยังใช้งานต่อเนื่องกว่า 75% และด้วยกสิกรไทยมีประสบการณ์ในธุรกิจดิจิทัล ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเป็น TOP Thailand ของแอปพลิเคชั่นที่มีการดาวน์โหลด ทั้งที่ไม่ใช่แอปโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีผู้ใช้ 8.7 ล้านราย และมี 76% ที่ใช้งานเป็นประจำ มียอดธุรกรรม 1.4 พันล้านทรานแซ็กชั่น ที่สำคัญคือโตเป็นดับเบิลอยู่เสมอ ทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้ามาดีลกับเรา เพื่อพัฒนานวัตกรรมรองรับอีคอมเมิร์ซ”
ล่าสุดคือ ร่วมมือกับเฟซบุ๊ก ช่วยให้ผู้ซื้อชำระเงินได้ทันทีทาง inbox ของเฟซบุ๊กผ่าน KPlus ซึ่งช่วยให้ผู้ขายปิดการขายได้มากและเร็วขึ้น เพียง 1 เดือน เพิ่มยอดขายเฉลี่ยจาก 300 ทรานแซ็กชั่น/วัน เป็น 1,640 ทรานแซ็กชั่น/วัน
เร่งเพิ่มประสบการณ์-ทักษะ
“ในส่วนแพลตฟอร์มอื่นก็เน้นการเชื่อมต่อการจ่ายเงินทั้งออนไลน์ออฟไลน์ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า”
ขณะที่ SMEs ต้องเตรียม “ทักษะ” การก้าวสู่ออนไลน์ให้มากขึ้น ทั้งการถ่ายรูป การโพสต์ การดูแลระบบซีเคียวริตี้ เนื่องจากอีคอมเมิร์ซจะทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้น และเริ่มพบปัญหาซีเคียวริตี้ที่ไม่ได้มาจากแพลตฟอร์ม แต่ใช้วิธีหลอกลวงอื่น ๆ ด้วย
3 ภารกิจ “อาลีบาบา” ในไทย
ด้าน “ซามิ ฟาร์ฮัด” ผู้อำนวยการอาวุโส อาลีบาบากรุ๊ป เปิดเผยว่า ไทยเป็นตลาดที่อาลีบาบากรุ๊ปเพิ่งเริ่มเข้ามาทำธุรกิจ โดยมี “ลาซาด้า” อีมาร์เก็ตเพลซ ซึ่งบริษัทถือหุ้นใหญ่เป็นหลัก และพร้อมผลักดันให้เติบโตสูงสุด และเชื่อมโยงกับทั้งอาเซียน ขณะเดียวกันก็มีสัญญาความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น
“ในทีมอลล์ ประเทศจีน สินค้าไทยเริ่มเข้าไปขายดีมากตั้งแต่ปีที่แล้ว อาทิ ผลิตภัณฑ์แบรนด์ดอกบัวคู่ บิวตี้บุฟเฟ่ต์ มิสทิน หรือทุเรียน”
สำหรับ 3 ภารกิจสำคัญที่อาลีบาบากรุ๊ป ผลักดันในประเทศไทย คือลาซาด้า การสร้างสมาร์ทโลจิสติกส์ ที่จะสร้างเป็นฮับให้คนไทยส่งสินค้าไปขายที่ประเทศจีนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศในอาเซียน ซึ่งกำลังจะมีการประกาศโครงการ “ดิจิทัลฮับ” ในเร็ว ๆ นี้ กับอีกโครงการที่กำลังศึกษา คือ ด้วยปริมาณการเดินทางที่นักท่องเที่ยวจีนมาประเทศไทยจำนวนมาก จึงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างกันที่เข้มแข็งกว่านี้ อาทิ การโปรโมตให้คนจีนเข้าไปถึงเมืองรอง ทำให้เงินตราไหลสู่ท้องถิ่นได้มากขึ้น และเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจแบบใหม่