ชำแหละ 3 ภารกิจหลัก สมาคมอีคอมเมิร์ซยุคผลัดใบ
หลังจากสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Thai e-Commerce Association) ก่อตั้งในปี 2548 และมี “ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” นั่งเป็นนายกสมาคมมาตั้งแต่ปี 2555 ในที่สุดก็มีนายกสมาคมคนใหม่ “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด “Priceza” Shopping Search Engine สัญชาติไทย โดย”ภาวุธ” ขยับทำหน้าที่Chief Government Affairs Officer “ประชาชาติธุรกิจ” พาคุยถึงภารกิจจากนี้
Q : ประกาศ 3 ภารกิจหลัก
สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ, ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันของผู้ประกอบการออนไลน์ในประเทศและจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้การค้าออนไลน์เติบโตสู่ตลาดโลก
Q : เท่าเทียมในการแข่งขัน
เตรียมเข้าหารือกับภาครัฐโดยเฉพาะกับกรมสรรพากรในเรื่องภาษี ทั้งภาษีศุลากร ที่เปิดช่องให้ผู้ค้าจากต่างประเทศส่งสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทเข้ามาในไทยโดยไม่ต้องเสียภาษี ต่างจากผู้ประกอบการไทย ภาษีจากการขาย และภาษีรายได้ ซึ่งผู้ประกอบการต่างประเทศไม่ได้จดเป็นบริษัทจำกัดในไทย ก็ให้ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีรายได้ให้ไทย ไม่ว่าจะมีกำไรเท่าไร หรือจดทะเบียนบริษัท แต่ไม่ได้ตีรายได้ที่เกิดขึ้นว่าเป็นรายได้ของบริษัทในไทยก็ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกัน ซึ่ง ครม. เพิ่งมีมติจะผลักดันเรื่องนี้
ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความรู้กับผู้ประกอบการเพราะถ้ามีความรู้และทำให้ถูกต้องเขาจะเสียภาษีน้อยกว่าที่ถูกเจ้าหน้าที่ประเมิน
Q : รัฐก็อยาก-แต่ทำจริงยาก
ก็มีแผนคร่าว ๆ แล้วแต่ขอเวลาศึกษาอีกระยะ เพราะภาษีไม่ได้กระทบกับแค่คนค้าออนไลน์ ซึ่งได้คุยกับสมาคมไทยเทคสตาร์ตอัพที่ได้รับผลจากการเปิดให้บริการจากต่างประเทศเหมือนกัน จับมือกับหลายสมาคมจะเกิดพลังมากขึ้น
Q : SMEs ขาดทักษะ
คงชี้ชัดแบบเหมารวมไม่ได้ เพราะบางกลุ่มแข็งแรงมีทักษะด้านดิจิทัลที่ดี เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเอง แต่ที่มีจำนวนมากกว่าเป็น SMEs ที่ทำธุรกิจได้ดี แต่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ไม่รู้จะทำให้เติบโตอย่างไร
สิ่งที่เห็นคือ สัมมนาอีคอมเมิร์ซจะมี SMEs เข้าร่วมเป็นพันคน แต่มีไม่กี่รายที่ลงมือทำจริง ๆ และเติบโตได้ สมาคมจึงผลักดันให้เกิด e-Commerce knowledge center เป็นแมตชิ่งผู้ให้บริการคนที่มีความรู้กับคนที่อยากทำอีคอมเมิร์ซ ซึ่งภายในปีนี้จะเริ่มเห็น
อีกปัญหาคือ ขาดแคลนคน 10 ปีที่อยู่ในวงการอีคอมเมิร์ซมาก็มีคนหมุนกันอยู่แค่นี้ ถ้าจะโตต้องมีคนเก่งเยอะกว่านี้
องค์ความรู้อีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยีเปลี่ยนตลอด การอบรมไปเรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่ใช่แค่อบรมจบแล้วจบ ปัจจุบัน KPI ภาครัฐคือจำนวนผู้เข้าอบรม
Q : เพิ่มจำนวนสมาชิกสมาคม
ประเมินว่า ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในไทยน่าจะอยู่ราว 1-3 แสนราย พยายามจูงใจให้เข้ามาเป็นสมาชิกให้ได้ 30,000 รายภายใน 2 ปี จากปัจจุบันที่ยังมีสมาชิกไม่เยอะเพราะทิศทางการทำงานของสมาคมก่อนนี้คือเน้นประสานงานกับภาครัฐ เพื่อให้ใช้งบประมาณและกำหนดนโยบาย
ส่งเสริมได้ตรงเป้าตรงจุด ไม่ได้เน้นเพิ่มจำนวนสมาชิก แต่ทิศทางใหม่มองว่าถ้าต้องการจะเป็นศูนย์กลางที่แท้จริงให้กับวงการอีคอมเมิร์ซ จำเป็นต้องมีฐานสมาชิกที่มั่นคง ซึ่งปัจจุบันแบ่งประเภทสมาชิกเป็น 3 กลุ่ม คือ e-Providerผู้ให้บริการเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ e-Seller ผู้ค้า และ e-Person ผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังไม่มีจำนวนที่ชัดเจนของแต่ละส่วน
ปัจจุบันคนไทยซื้อของผ่าน social media 40% e-Marketplace 35% e-Tailers/Brand.com 25% จึงต้องส่งเสริมทุกทางเช่นเดียวกับไม่ได้มุ่งแต่แก้ปัญหาด้านภาษีอย่างเดียว แต่ต้องผลักดันทั้งภาพรวมเพื่อให้ตลาดเติบโต
Q : ดันตีตลาด ตปท.
ตัวเลขสำคัญของอีคอมเมิร์ซที่ยังไม่รู้ คือ ในมูลค่า B2C เป็นการซื้อสินค้าภายในประเทศกับสินค้าจากต่างประเทศเท่าไร เพราะไม่มีใครเปิดเผย ข้อมูลที่ไพรซ์ซ่ามีในแง่จำนวนสินค้า คือ ในลาซาด้ามีสินค้าอยู่ 50 ล้านรายการ 80% เป็นสินค้ามาจากต่างประเทศ มีแค่ 20% ที่เป็นสินค้าจากผู้ค้าในไทย
โอกาสตอนนี้คือผลักดันให้ผู้ค้าไทยส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ อย่างในจีนก็มีมาร์เก็ตเพลซใหญ่ ซึ่งเริ่มไปคุยกับเถาเป่าและทีมอลล์แล้ว ภายในปีนี้จะเห็นกิจกรรมผลักดันในส่วนนี้
Q : สัญชาติไทยยังอยู่รอด
ผู้ประกอบการสัญชาติไทยยังอยู่ได้แม้จะมีทุนต่างชาติเข้ามาเยอะ อย่าง e-Provider ในไทยก็มีที่ดี ๆ เยอะมาก เป็นตัวจริง สมาคมจึงเป็นตัวกลางที่จะให้เขามาเชื่อมกับ e-Seller เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง เพราะเชื่อว่าพลังของอีคอมเมิร์ซจะทำให้ผู้ประกอบการเติบโตได้มากขึ้น มีงานวิจัยจาก McKinsey ชัดเจนว่า SMEs ที่ใช้อีคอมเมิร์ซจริงจังธุรกิจจะเติบโตขึ้น 2 เท่าจากปกติ การส่งออกก็จะโตเป็น 2 เท่า แต่เมื่อมีปัญหาเยอะแยะเป็นอุปสรรค สมาคมก็ต้องโฟกัสเพื่อแกะปัญหาออกไปและมี KPI ที่ชัดเจน