Skip to content

บทเรียน “เลือกตั้งโมฆะ” เหตุและผลประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สูญงบฯพันล้าน-คนจัดติดคุก

13 ก.พ. 2569 | 13:39น.
บทเรียน “เลือกตั้งโมฆะ” เหตุและผลประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สูญงบฯพันล้าน-คนจัดติดคุก

เปิดปูมหลังการเมืองไทย เมื่อชัยชนะในสนามเลือกตั้งพ่ายแพ้ต่อวิกฤตความขัดแย้งและการตีความทางกฎหมาย ย้อนดูโมเดล “เลือกตั้งโมฆะ” 2 เม.ย. 49 และ 2 ก.พ. 57 สองเหตุการณ์สำคัญที่หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยจำไม่มีวันลืม

ปี 2549 : เมื่อ “คูหาไม่ลับ” และบทลงโทษประวัติศาสตร์ต่อ กกต.

วิกฤตการณ์การเมืองในช่วงปี 2549 เริ่มต้นจากการที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 ท่ามกลางการประกาศ “คว่ำบาตร” จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน

คำวินิจฉัยโมฆะและจุดเริ่มต้นตุลาการภิวัฒน์ : ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” โดยมีเหตุผลสำคัญคือ การจัดคูหาเลือกตั้งในลักษณะที่บุคคลภายนอกสังเกตเห็นการลงคะแนนได้ หรือ “คูหาไม่เป็นความลับ” รวมถึงการกำหนดวันเลือกตั้งที่กระชั้นชิดเกินไปเพียง 35 วัน ซึ่งถือว่าไม่เที่ยงธรรม

บรรทัดฐานศาลฎีกา : คุก 2 ปี อดีต 3 กกต. ประเด็นสำคัญที่ตามมาคือการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดดังกล่าว (พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร) ซึ่งท้ายที่สุด ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนให้จำคุกอดีต กกต. คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

คำวินิจฉัยระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ ย่อมต้องรู้ดีถึงหน้าที่ในการรักษาความเป็นกลางและความซื่อสัตย์สุจริต การกระทำที่เอื้อประโยชน์หรือขาดความเที่ยงธรรมจึงต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ขององค์กรอิสระในไทย

ปี 2557 : เมื่อการเลือกตั้ง “ไม่เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งภายใต้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ใช้ยุทธการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” และขัดขวางการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จนทำให้ 28 เขตเลือกตั้งไม่สามารถเปิดให้ลงคะแนนได้

มติ 6 ต่อ 3 ปิดฉากเลือกตั้ง 2 ก.พ. : วันที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 : 3 วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” เนื่องจากไม่ได้เป็นการเลือกตั้งวันเดียวทั่วราชอาณาจักรตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 108 วรรค 2) ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขัดขวางของกลุ่มผู้ชุมนุมในหลายพื้นที่

ความเสียหาย 2,400 ล้าน ใครต้องจ่าย ?

ผลพวงจากการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2557 นำมาซึ่งความสูญเสียทางงบประมาณมหาศาลกว่า 2,400 ล้านบาท นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. ในปี 2560 ต่อ 2 กลุ่มหลัก :

  1. แกนนำ กปปส. และพวก 234 คน : ในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้งจนเกิดความเสียหายแก่รัฐ
  2. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร : ในความผิดฐานละเมิด ปล่อยให้มีการจัดการเลือกตั้งทั้งที่มีคำทักท้วงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

กะเทาะเปลือกกฎหมาย “เลือกตั้งโมฆะ” เมื่อเจตจำนงประชาชนกลายเป็นศูนย์

ในเส้นทางประชาธิปไตย “การเลือกตั้ง” คืออาณัติสัญญาณที่สำคัญที่สุด แต่หากกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจนั้นแปดเปื้อนด้วยความไม่ชอบธรรม หรือเกิดความบกพร่องเชิงเทคนิคที่ร้ายแรง “ความเป็นโมฆะ” ย่อมทำหน้าที่เป็นกลไกชำระล้างระบบให้กลับไปนับหนึ่งใหม่ ประชาชาติธุรกิจเจาะลึก 5 ปมเหตุและผลกระทบทางกฎหมายที่ทำให้การเลือกตั้งสิ้นผลไป

ต้นน้ำที่บิดเบี้ยว : ความบกพร่องในการเตรียมการและจัดทำบัตร

ความสมบูรณ์ของการเลือกตั้งเริ่มต้นตั้งแต่การวางโครงสร้าง ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ 86 หากองค์กรผู้จัดการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งโดยขัดต่อเกณฑ์จำนวนราษฎร หรือจัดทำบัตรเลือกตั้งที่สร้างความสับสนจนไม่อาจสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้ลงคะแนนได้ เช่น รายชื่อผู้สมัครผิดพลาดหรือรหัสเขตไม่ตรงสเป็ก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความสะเพร่า แต่คือการทำลาย “ความเที่ยงธรรม” ตั้งแต่ก้าวแรก

วิกฤตศรัทธาในหน่วยเลือกตั้ง : กระบวนการออกเสียงที่เป็นมลทิน

หัวใจสำคัญของการเลือกตั้งตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสาม คือ “การลงคะแนนโดยลับ” หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสภาพการณ์ในหน่วยเลือกตั้งไม่เอื้อให้เกิดความลับ หรือมีการขัดขวางไม่ให้ผู้มีสิทธิเข้าถึงคูหาอย่างเป็นธรรม กระบวนการดังกล่าวจะถือว่าขัดต่อหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ความบกพร่องในการตรวจสอบสิทธิ เช่น การปล่อยให้มี “การเวียนเทียนลงคะแนน” หรือบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิ ย่อมส่งผลให้ผลการเลือกตั้งในหน่วยนั้น ๆ สิ้นสภาพไปโดยปริยาย

รอยร้าวในระบบนับคะแนน : เมื่อตัวเลขไม่สะท้อนความจริง

แม้การลงคะแนนจะผ่านพ้นไป แต่หากขั้นตอนการรับรองผลและการคำนวณคะแนนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 132 เกิดความผิดพลาดในลักษณะ “บัตรเขย่ง” (จำนวนบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ) หรือระบบประมวลผลกลางมีความบกพร่องจนทำให้การจัดสรร สส. บัญชีรายชื่อผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง กฎหมายให้อำนาจในการสั่งเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของคะแนนเสียงทุกใบ

เมื่อ “กรรมการ” พลาดพลั้ง : ความบกพร่องขององค์กรผู้จัด

ภายใต้บังคับแห่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 และ 225 กกต. มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต หากมีการวินิจฉัยว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือ “ละเลย” ต่อการตรวจสอบการทุจริตที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผลการเลือกตั้งไม่สุจริต ความบกพร่องของตัวองค์กรเองอาจกลายเป็นชนวนเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมด ดังที่เคยเกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วิบากกรรมหลังคำสั่ง “โมฆะ” ผลกระทบและค่าเสียหาย

เมื่อมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ผลลัพธ์คือการกลับคืนสู่สถานะเดิม เสมือนว่าการเลือกตั้งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น :

  • สุญญากาศทางการเมือง : ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน ตาม มาตรา 102
  • ความรับผิดทางละเมิด : งบประมาณแผ่นดินนับพันล้านบาทที่สูญเสียไป กลายเป็นภาระที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายแพ่งและอาญา หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง