Skip to content

อสังหาฯ หวั่น พิษตะวันออกกลางฉุดลงทุนชะงัก แนะรัดเข็มขัด-เน้นระบายสต็อก

02 มี.ค. 2569 | 17:33น.
อสังหาฯ หวั่น พิษตะวันออกกลางฉุดลงทุนชะงัก แนะรัดเข็มขัด-เน้นระบายสต็อก

ภาคอสังหาฯ เผย 3 ปัจจัยกระทบต้นทุนอสังหาฯ ตลาดชะลอตัว การลงทุนใหม่จากไทย-เทศชะงัก “อิสระ” แนะผู้ประกอบการโฟกัสระบายสต็อก ลดหนี้-รักษาสภาพคล่อง จี้รัฐบาลประคองค่าครองชีพ-ช่วยเหลือ SME ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ความขัดแย้งตะวันออกกลางไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน แต่ส่งผลกระทบกับไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน และค่าขนส่งที่เป็นเคลื่อนจักรหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ แบ่งเป็น 3 ปัจจัยที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้

1.ราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบด้านต้นทุนการก่อสร้าง ได้แก่ หิน ดิน ทราย ที่ปกติแล้วสัดส่วนต้นทุนมากกว่า 50% เป็นของค่าขนส่ง ที่เหลือเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง โดยคาดว่า ค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30-40% ต่อเที่ยว หมายความว่า ต้นทุนก่อสร้างทั้งหมด 100 บาท จะมีค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 15-20 บาท

ส่วนวัสดุก่อสร้างหลักอย่างเหล็กอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 5-10% ขณะที่ปูนอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผลิตใช้ภายในประเทศเป็นหลัก โดยต้นทุนทั้งหมดอาจส่งผลให้ราคาบ้านเพิ่มขึ้น 5%

2.สินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในงานระบบไฟฟ้า ประปา (ท่อ PVC) และวัสดุตกแต่ง เช่น ไวนิล รางน้ำ และพื้น SPC มีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นทั้งหมดประมาณ 10-15%

และ 3.ภาคการลงทุน ไม่มีใครกล้าลงทุนในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทั้งนักลงทุนในไทยและต่างประเทศ สำหรับภาคอสังหาฯคาดว่า ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรัดเข็มขัด โดยสิ่งที่ทำได้มากที่สุดในตอนนี้ คือ โฟกัสการระบายสต็อกเก่าเพื่อลดภาระหนี้ และเพิ่มสภาพคล่องในกิจการ เพราะเมื่อการส่งออกสะดุดก็ส่งผลโดยตรงกับค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ปี 2568 ผู้ประกอบการก็ชะลอตัวการเปิดตัวโครงการใหม่มาอยู่แล้ว ตัวเลขที่เห็นได้ชัด คือ มีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยที่สุดในรอบ 20 ปี พอมาปีนี้ หลายเจ้าเริ่มเปิดตัว บางเจ้าก็ไม่เปิด แต่ผมคิดว่า ปี 2569 กับสถานการณ์แบบนี้ทุกคนยิ่งจะระมัดระวังอย่างน้อยก็เท่าเดิม ไม่ก็รัดกุมมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเราไม่รู้เลยว่าสถานการณ์มันจะสงบลงตอนไหน”

อย่างไรก็ตาม สำหรับท่าทีทางการทูตของรัฐบาลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวาน 1 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์นี้ นายอิสระ เห็นด้วยว่า เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้ แต่เชื่อว่าในอนาคตอาจเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่อาจลุกลามให้เกิดการเลือกฝั่งในที่สุดในอนาคต ส่

วนมาตรการรับมือด้วยการจัดตั้งวอร์รูมของกระทรวงการคลัง พาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นความจำเป็นที่สุดในเวลานี้ โดยมีข้อแนะนำว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การประคับประคองค่าครองชีพ และช่วยเหลือกลุ่ม SME ให้ฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้