ไก่ไร้กรง
บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด (CATALYST) เปิดตัวแผนขับเคลื่อน 3 โครงการสำคัญภายใต้วิสัยทัศน์ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารยั่งยืน (Smart Food Hub) และ Blue Zone ระดับโลก โดยเชื่อมโยงการแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สวัสดิภาพสัตว์ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศไว้ในกลยุทธ์เดียวกัน
นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของคะตะลิสต์มาจากวิกฤตสุขภาพที่ถูกมองข้ามมานาน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ มะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึง 74% หรือราว 400,000 คนต่อปี
สร้างภาระค่ารักษาพยาบาลกว่า 139,000 ล้านบาท และความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการสูญเสียความสามารถในการทำงานสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลปี 2563 ชี้ว่าคนไทยกว่า 27 ล้านคนมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน และอีก 5.7 ล้านคนมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
วิกฤตดังกล่าวยังพัวพันกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรง เมื่อข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ภาคปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 14.5 ของการปล่อยก๊าซทั้งโลก และก๊าซมีเทนจากฟาร์มสัตว์สูงถึง 30%
คะตะลิสต์จึงดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิด One Health, One Welfare, One Planet โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าการเปลี่ยนมารับประทานอาหารตามแนวทางอาหารเพื่อสุขภาพของโลก (Planetary Health Diet) จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 49% ภายในปี 2593
โครงการแรกที่คะตะลิสต์ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องคือ “Happy Egg” มุ่งเปลี่ยนระบบการเลี้ยงไก่ไข่ในไทยจากระบบกรงตับ (Battery Cage) สู่ระบบไร้กรง (Cage-Free) ปัจจุบันไทยมีไก่ไข่ในระบบกรงตับกว่า 54 ล้านตัว และสัดส่วนไข่ไร้กรงยังคงต่ำกว่า 5% ของการผลิตทั้งหมด
คะตะลิสต์จึงทำหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาให้เกษตรกรปรับระบบฟาร์ม และเป็นตัวกลางเชื่อมผู้ผลิตกับผู้ซื้อในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีกผ่านโครงการ Happy Eggs Connect ซึ่งมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ เนื่องจากไข่ไร้กรงช่วยลดกลิ่นคาว ลดความเสี่ยงเชื้อซัลโมเนลลา และยังช่วยสร้าง Branding ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับผู้ประกอบการได้

นายแพทย์วัชระกล่าวต่อว่า ปัจจุบันโครงการ Happy Egg ได้รับการตอบรับจากบริษัท โรงแรม และร้านอาหารชั้นนำกว่า 20 แห่ง อาทิ โรงแรม Global Brands, บ้านไอซ์, ผึ้งน้อยเบเกอรี่, ปั้นคำหอม, ไข่หวานบ้านซูชิ และครัวเจ๊ง้อ รวมปริมาณกว่า 10 ล้านฟองต่อปี พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานรับรอง Happy Egg ซึ่งเป็นมาตรฐาน Cage-Free รายแรกในเอเชีย ร่วมกับ University College Dublin ประเทศไอร์แลนด์ และ University of Bristol สหราชอาณาจักร
นอกจากนี้ยังจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ภาครัฐในไทยและอินโดนีเซียแล้วกว่า 500 คน เพื่อกำหนดมาตรฐานไข่ไก่ไร้กรงระดับชาติ
ด้านบริษัทใหญ่อย่างเบทาโกรก็เริ่มปรับเปลี่ยนระบบบางส่วนแล้ว ขณะที่บริษัทข้ามชาติและกลุ่มโรงแรมหลายแห่งมีเป้าหมายใช้ไข่ไร้กรง 100% ภายในปี 2568 ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ห่วงโซ่อุปทานต้องปรับตัวตาม
โครงการที่สอง คือ “Meatless Friday” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ขยายผลสู่โรงเรียนประถมศึกษา 100 แห่งทั่วประเทศ
ผลที่วัดได้พบว่านักเรียนรับประทานอาหารจากพืชรวมกันกว่า 400,000 มื้อใน 1 ปี ประหยัดน้ำได้ราว 6 ล้านอ่างอาบน้ำต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3 ล้านไมล์ต่อปี
โครงการที่สาม คือ “SMART Food Index” ดัชนีชี้วัดคุณภาพอาหารเชิงนิเวศและสุขภาพ ที่เน้นอาหารจากพืชเป็นหลัก ลดอาหารแปรรูปและลดหวานมัน
โดยมีแผนจัด SMART Food Index Contest เฟ้นหาเมนูอาหารที่ดีที่สุดจากร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน และจังหวัดทั่วประเทศ พร้อม NCD SMART Food Roadshow เยี่ยมโรงพยาบาลและโรงเรียนทั่วประเทศ
และปิดท้ายด้วย International Symposium on NCDs SMART Food 2026 เวทีวิชาการนานาชาติเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะผู้นำด้าน Smart Food Diplomacy

นายแพทย์วัชระยังเปิดเผยถึงเป้าหมายระยะยาวภายใน 10 ปีข้างหน้าด้วยว่า คือการผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็น Smart Food Hub ศูนย์กลางอาหารยั่งยืน โดยอาศัยจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรมการเกษตร (Agricultural Innovation), ความเป็นผู้นำด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Leadership), การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Tourism) และการปฏิรูประบบสาธารณสุข (Public Health Transformation)
นพ.วัชระระบุว่า หัวใจของการขับเคลื่อนคือการหา “Point of Win” ที่ตอบโจทย์ครบสามฝ่ายพร้อมกัน ทั้งประชาชนที่ได้ประโยชน์ด้านสุขภาพ โลกที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง และภาคธุรกิจที่ต้องได้ผลตอบแทนคุ้มค่าจากการเปลี่ยนแปลง
โดยชี้ว่าการอ้างความเมตตาต่อสัตว์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนภาคธุรกิจได้ แต่เมื่อโรงแรมและองค์กรนานาชาติหลายแห่งเริ่มกำหนดนโยบายความยั่งยืนที่ไม่ใช้บริการสถานที่ซึ่งยังเสิร์ฟไข่จากกรงตับหรือเมนูหูฉลาม ธุรกิจก็จะเปลี่ยนเองเพราะผลประโยชน์ที่จับต้องได้
ท้ายนี้ นายแพทย์วัชระ เปรียบเทียบทิศทางของไข่กรงตับว่าจะไปในทางเดียวกับหูฉลาม ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นของหรู แต่เมื่อสังคมตระหนักถึงความทารุณและผลกระทบต่อระบบนิเวศ โรงแรมส่วนใหญ่ก็เลิกเสิร์ฟไปในที่สุด
“คะตะลิสต์ เริ่มที่ไข่ไก่ก่อนเพื่อสร้างโมเดลให้เห็นว่าเปลี่ยนได้จริงและธุรกิจอยู่ได้ ก่อนจะขยายไปสู่ปศุสัตว์ชนิดอื่นต่อไป”