Skip to content

TEI ชี้ ‘ปิดไฟ 1 ชั่วโมง’ ไม่พอ ต้องเปลี่ยนนิสัยทั้งประเทศ

28 มี.ค. 2569 | 17:12น.
TEI ชี้ ‘ปิดไฟ 1 ชั่วโมง’ ไม่พอ ต้องเปลี่ยนนิสัยทั้งประเทศ

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) มองกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง (Earth Hour) เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่กระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าโดยเฉพาะน้ำมันที่เป็นทรัพยากรใช้แล้วหมดไปได้ แนะรัฐ-เอกชนเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

กิจกรรม 60+ Earth Hour 2026 เป็นกิจกรรมที่ชวนประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมปิดไฟที่ไม่จำเป็น ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า และลดการใช้พลังงานทุกประเภทพร้อมกันเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30–21.30 น. 

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ระบุว่า จากสถานการณ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน การปิดไฟ 1 ชั่วโมงในปีนี้ มีความสำคัญมากกว่าแค่การลดใช้ไฟในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงวิกฤตการณ์ “โลกเดือด” และความไม่แน่นอนทางพลังงานที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ 

โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึง 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด 

ซึ่งความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกนอกจากจะส่งผลต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่กระทบไปถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างพลาสติกซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย

 “การประหยัดพลังงานเพียงชั่วโมงเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องสร้างให้เป็น “นิสัย” ที่ทำทันทีเมื่อไม่ใช้งาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ เช่น หลอด LED และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางสู่ระบบขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าหรือแม้แต่การเดินเท้าซึ่งได้ทั้งการลดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นการเสริมสร้างสุขภาพอีกทางหนึ่งเดียว”

ปลดล็อกขยะ-เกษตร เป็นพลังงาน

TEI ยังได้เสนอทางออกเชิงวิชาการด้วยการนำทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน ทั้งเศษวัสดุทางการเกษตรที่มักถูกเผาจนก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 หรือการบริหารจัดการขยะพลาสติกที่มีปริมาณสูงถึง 2.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งปัจจุบันมีการนำกลับมารีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น 

หากสามารถดึงศักยภาพเหล่านี้กลับมาเป็นทรัพยากรใหม่หรือพลังงานทดแทนได้ จะเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ดร.วิจารย์ กล่าวต่อว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานชีวภาพอย่างจริงจังที่ทำให้เกิดผลระยะยาว เช่น การเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B7 เป็น B10 หรือ B20 ซึ่งเป็นทรัพยากรในประเทศที่สามารถช่วยพยุงสถานการณ์ในช่วงขาดแคลนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนที่สอดประสานกันทั้งนโยบายรัฐและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคประชาชน เพื่อให้สังคมไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัยและก้าวผ่านวิกฤตการณ์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปได้อย่างมั่นคง