ก.เกษตรฯจับมือ 5 หน่วยงาน ดันพัฒนาระบบประกันภัย ‘ข้าว’ หวังช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม
กระทรวงเกษตรฯ จับมือ 5 หน่วยงาน เซ็น MOU เดินหน้าพัฒนาระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรของไทย โดยมุ่งเน้นทำประกันภัยข้าว เพื่อช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม พร้อมดึงข้อมูลภาคเกษตรเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และสมาคมวินาศภัยไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง การพัฒนาระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรของประเทศไทย ภายใต้โครงการวิจัยที่มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรที่เหมาะสมและครอบคลุมเกษตรกรส่วนใหญ่ทั่วประเทศและนำระบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่พัฒนาไปทดลองใช้จริงในพื้นที่นำร่องกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน โดยมุ่งเน้นการทำประกันภัยข้าวเป็นหลัก เพื่อครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกข้าว จำนวน 3,000,000 ครอบครัว คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านความเห็นชอบเร็วๆนี้ ก่อนที่จะเปิดรอบใหม่ในฤดูการผลิตของเดือนเม.ย.ปี 2562
สำหรับแนวทางในระยะต่อไปจะมีการขยายการรับประกันภัยด้านพืชเกษตรชนิดอื่นและปศุสัตว์ เช่น ข้าวโพด โคนม โดยครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดและเกษตรกรกลุ่มปศุสัตว์ จำนวน 1,000,000 ครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเงื่อนไขการรับประกันดังกล่าว
“แม้ว่าในปัจจุบันจะมีระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว แต่ระเบียบนี้ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เช่น กรณีข้าวเสียหาย เมื่อรวมกันแล้วสามารถช่วยได้ไม่เกิน 30 บาทต่อไร่ แต่ระบบประกันภัยพืชผลในครั้งนี้สามารถช่วยได้เต็มตามจำนวนที่เกษตรกรมีพืชผลทางการเกษตรที่ได้ทำประกันภัยไว้ โดยมูลค่าที่นำมาจ่ายชดเชยจะสูงกว่าระบบการจ่ายแบบเยียวยา รวมถึงภาครัฐจะช่วยจ่ายค่าเบี้ยประกันผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ราว 70-80% ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพและช่วยแก้ปัญหาข้าวล้นตลาดได้” นายกฤษฎา กล่าว
นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังมุ่งพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรโดยเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ในระดับแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร โดยนำข้อมูลทางภูมิศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เช่น ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมที่มีความละเอียดพื้นที่สูง ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ตลอดจนการเก็บข้อมูลการเพาะปลูกและเสียหายรายแปลงด้วยวิธีคราวด์ ซอสซิ่ง โดยใช้แอพลิเคชั่นโทรศัพท์มาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบและประเมินความเสียหายของพื้นที่เพาะปลูกจากภัยธรรมชาติ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ในระดับแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร นอกจากนี้สามารถนำมาสร้างข้อมูลและสถิติความเสี่ยงของเกษตรกรรายย่อยที่ถูกต้อง โปร่งใส และครอบคลุมระยะยาว รวมถึงสามารถนำมาออกแบบและคิดราคาระบบประกันภัยที่เหมาะสมและหลากหลายให้เกษตรกรได้