Skip to content

Book on Board ปี 5 สนพ.มติชนเสิร์ฟ 5 เรื่องสู่บอร์ดเกม

29 เม.ย. 2569 | 17:31น.
Book on Board ปี 5 สนพ.มติชนเสิร์ฟ 5 เรื่องสู่บอร์ดเกม

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ร่วมกับสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ (IBGL) ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกม “Book on Board ปีที่ 5” ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนหนังสือ(ไทย)ที่ชอบ เป็นบอร์ดเกม(ไทย)ที่ใช่”

โครงการ Book on Board ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 โดยมีเป้าหมายในการเฟ้นหานักออกแบบบอร์ดเกมทั่วประเทศที่สามารถนำเนื้อหาจากหนังสือไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ โดยได้รับความร่วมมือจากนักเขียนไทยเจ้าของผลงานหนังสือถึง 37 เล่ม ครอบคลุมหลากหลายประเภท ทั้งสารคดี นิยาย เรื่องสั้น มังงะ และการ์ตูน ทั้งในรูปแบบรูปเล่มและ e-book ซึ่งให้บริการผ่าน TK Park และ TK Read เพื่อให้นักออกแบบใช้เป็นสารตั้งต้นในการพัฒนาบอร์ดเกมที่เล่นได้จริง

ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกเผยแพร่ในรูปแบบ Print and Play ให้สาธารณชนดาวน์โหลดไปเล่นได้ฟรี เพื่อสร้างประสบการณ์ “อ่านผ่านการเล่น” อย่างยั่งยืน 

ในปีนี้ผลงานจากสำนักพิมพ์มติชนได้รับการพัฒนาเป็นบอร์ดเกมทั้งหมด 5 เล่ม ได้แก่ คนจรดาบ โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, รสข้ามชาติ โดย ชาติชาย มุกสง, สีเทาเจ้าตัวจิ๋ว โดย รัศมี เบื่อขุนทด, ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว โดย กำพล จำปาพันธ์ และ The Lost Human: หนทางรอดก่อนยุคสูญพันธุ์ โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

วัฒนชัย วินิจจะกูล
วัฒนชัย วินิจจะกูล

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า โครงการ Book on Board เป็นวิสัยทัศน์ TK Park ที่ต้องการทำให้การเรียนรู้ขยายกว้างออกไปมากกว่าในห้องสมุด บอร์ดเกมนอกจากจะมอบความสนุกแล้ว ยังเป็นสื่อการเรียนรู้ทรงพลังที่ช่วยจำลองสถานการณ์ ฝึกกระบวนการคิด และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

“การนำเรื่องราวจากหน้ากระดาษหนังสือมาตีความใหม่ให้อยู่บนกระดานเกม เป็นการทลายกรอบการเรียนรู้แบบเดิม และเปลี่ยนพื้นที่ใดก็ตามที่วงบอร์ดเกมตั้งอยู่ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่”

จากการคัดเลือกอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2569 มีทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 12 ทีม โดยผลงานชนะเลิศตกเป็นของทีม “บอร์ดบ้านโบว์” กับผลงาน “เกมสัตว์นิษฐาน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ สีเทาเจ้าตัวจิ๋ว โดย รัศมี เบื่อขุนทด

เกมดังกล่าวให้ผู้เล่นร่วมกันตามหาแม่ของ “เจ้าตัวจิ๋ว” ลูกสัตว์ปริศนาผู้พลัดหลงและไม่รู้ตัวตนของตัวเอง โดยทุกคนต้องพาน้องไปรู้จักกับสัตว์ต่าง ๆ ทั่วโลก แล้วค่อย ๆ ตัดตัวเลือกผ่านข้อสันนิษฐานตามวิสัยสัตว์ เพื่อค้นหาแม่ที่แท้จริงก่อนที่จิตใจของน้องจะแตกสลาย เกมนี้เหมาะสำหรับผู้เล่นอายุ 7 ปีขึ้นไป จำนวน 1–5 คน ใช้เวลาเล่นประมาณ 15 นาทีต่อรอบ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นของทีม “Remember Me+” กับ “เกม Enjoy Your Meat” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ Ham Ring โดย Cotton Valent เกมที่พาผู้เล่นรับบทเป็น “หมูในฟาร์ม” ซึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมความเชื่อว่าการได้กลายเป็น “เนื้อคุณภาพดี” คือความสำเร็จสูงสุดของชีวิต

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เป็นของทีม “One Thousand” ผู้พัฒนา “เกม Spring Reborn” จากหนังสือ คำสาปใบไม้ผลิ โดย ต้นหญ้าทอฝัน ที่ผู้เล่นจะได้ผจญภัยร่วมกัน บุกฝ่าด่านประตูวังเพื่อนำเหรียญตราเข้าสู่พระราชวังหลวงก่อนเมืองจะถูกหิมะปกคลุม

สำหรับรางวัลชมเชย 9 รางวัล ได้แก่ “เกมมรดกทางใจ” โดยทีม CryptonNice จากหนังสือ พ่อแม่ในตัวเรา โดย โตมร ศุขปรีชา, “เกมคน กลอน กาพย์” โดยทีม Autocat Studio จากหนังสือ คนจรดาบ โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, “เกมประวัติศาสตร์ชาติแมว” โดยทีม หมูมะนาว จากหนังสือ Siamese Cat สยามวิฬาร์ และ ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว โดย กำพล จำปาพันธ์, “เกมโจรสลัดจัดห้องรก” โดยทีม Lunar Craft & K จากหนังสือ อะโฮ้! โจรสลัดจัดห้องรก โดย รัตนา โพธิรัชต์, “เกมรสชาติแห่งบาป” โดยทีมอดีต “พรรคเถิดอานนท์”, “เกมล้างกรรม” (Karma Game) โดยทีม Watu Koh, 

“เกมทางรอดก่อนยุคสูญพันธุ์” โดยทีม Try Two Tiles จากหนังสือ The Lost Human: หนทางรอดก่อนยุคสูญพันธุ์ โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, “เกมยามเมื่อลูกโอ๊คกลิ้งหลุน ๆ” โดยทีม MISCELLANEOUS จากหนังสือ Once Acorn A Time ยามลูกโอ๊คกลิ้งหลุน ๆ โดย R-natha และ “เกมข้ามรสชาติ” โดยทีม Vanta Studio จากหนังสือ รสข้ามชาติ โดย ชาติชาย มุกสง และ “เกมยอดนักส่งของ” โดยทีม Roti Sai Mai จากหนังสือ กระต่ายกับเต่า (Rabbit & Turtle) โดย SanpraphaV

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับ 1 และรางวัลพิเศษ TK Choice จะได้รับการพิจารณาปรับปรุงผลงานเพื่อนำไปผลิตและเผยแพร่ในเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้และภาคีเครือข่ายของ TK Park ต่อไป

What’s Next Book on Board

ชาติชาย มุกสง นักเขียนผู้เป็นเจ้าของหนังสือ รสข้ามชาติ กล่าวว่าตนเองใช้บอร์ดเกมในการสอนหนังสือ และพบว่าทำให้ผู้เรียนเกิดความประทับใจและสนุกสนาน โดยฝันว่าสักวันหนึ่งจะให้นักเรียนทำบอร์ดเกมแทนการสอบ พร้อมมองว่าสังคมไทยไม่ใช่สังคมของการอ่าน แต่เป็นสังคมของการพูดและการเล่น ดังนั้นบอร์ดเกมจึงเป็นเครื่องมือที่จะทำให้หนังสือไม่กลายเป็น “ยาขม” สำหรับคนไทยอีกต่อไป

ชาติชายยังกล่าวว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจซอฟต์พาวเวอร์อย่างเต็มตัว และในอนาคตผลงานเขียนจะถูกต่อยอดได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่จะมีเวลาว่างและกำลังซื้อสูง บอร์ดเกมจึงเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มนี้ ดังเช่นตัวอย่างในญี่ปุ่นที่มีชมรมบอร์ดเกมผู้สูงอายุ ก่อให้เกิดการคิดและปฏิสัมพันธ์ในสังคม

“พฤติกรรมการอ่านของคนไทยอาจเปลี่ยนไปได้ จากสถิติ 8 บรรทัดอาจเพิ่มเป็น 18 บรรทัดต่อปี หากมีการใช้เกมนำคนให้อ่านหนังสือ”

เมื่อถามถึงบทบาทของนักเขียนในกระบวนการออกแบบ ชาติชายมองว่าการให้นักเขียนเข้ามามีส่วนร่วมอาจเป็นดาบสองคม เพราะอาจทำให้ความสร้างสรรค์ลดน้อยลง จึงเสนอว่าควรกำหนดเป้าหมายร่วมกันตั้งแต่ต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นความสมัครใจที่มีทิศทางเดียวกัน

ด้าน ฉันทะ เจริญอักษร นักออกแบบที่ร่วมโครงการมา 2 ปี กล่าวว่าจุดเริ่มต้นมาจากการส่งประกวดในปีที่แล้ว และรู้สึกชื่นชอบโครงการนี้เพราะมีความแตกต่างในแง่ของการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบ โดยเห็นว่าโจทย์การออกแบบตามหนังสือเป็นกรอบที่ชัดเจน มีความท้าทาย และเป็นมิตรกับมือใหม่ นอกจากนี้กระบวนการระหว่างทางยังเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักออกแบบด้วยกันและกับเมนเทอร์

ฉันทะยังเสนอแนะว่าโครงการควรพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ (learning ecosystem) ให้ครบถ้วนมากขึ้น รวมถึงควรให้ความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วมว่าผลงานมีศักยภาพในการสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก้าวสู่ขั้นต่อไป แต่ไม่ควรให้ประเด็นนี้กลายเป็นโจทย์หลักในการออกแบบ

ทรงสิทธิ์ แพรเพ็ชร ผู้ก่อตั้งสมาคมที่รวบรวมผู้ผลิตและนักออกแบบบอร์ดเกมไทยมากว่า 3 ปี กล่าวว่าที่ผ่านมาได้พยายามนำบอร์ดเกมไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเมื่อ 2 ปีก่อน มีบอร์ดเกมไทยที่ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศและจำหน่ายได้แล้วกว่า 2 หมื่นกล่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในการพัฒนาผลงานสู่ระดับนานาชาติ

ในมุมของผู้ผลิต ทรงสิทธิ์มองว่าโครงการ Book on Board มีความครบถ้วนในมิติของการนำหนังสือมาต่อยอด อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่ควรพัฒนาในแง่เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากโครงการยังรวมทุกกลุ่มไว้ด้วยกัน ทำให้ยากต่อการระบุว่าเหมาะกับกลุ่มอายุหรือกลุ่มตลาดใดเป็นพิเศษ หากมีการแยกกลุ่มหรือพัฒนาอาร์ตเวิร์กให้ชัดเจนขึ้น จะช่วยให้สามารถระบุ market segment ได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น