พิพัฒน์ เร่งรถไฟทำการบ้าน หารายได้ค่าเช่าราง ที่ดินทำเลทอง ปลดแอกหนี้ 3 แสนล้าน
รมว.คมนาคม กางแผนฟื้นฟู รฟท. พลิกจากขาดทุนสู่กำไรใน 6 ปี สั่งเร่งเครื่องสร้างรายได้เชิงพาณิชย์จากที่ดินศักยภาพสูง ขยับเป้าผลตอบแทนทรัพย์สินขึ้น 4% นำร่องส่งมอบ “บางซื่อ-มักกะสัน-แม่น้ำ” ให้บริษัทลูกเปิดประมูลดึงเอกชนร่วมทุน พร้อมลุยทางคู่เฟส 2 เชื่อมโลจิสติกส์ภูมิภาค
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)เร่งรัดใน 2-3 เรื่อง ตามนโยบายควิกวิน 1 ได้แก่ 1.โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามแผน อาทิ รถไฟทางคู่ช่วงมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ การผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับใบอนุญาตเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้
“อีก 6 ปีข้างหน้า โครงการทางคู่จะสร้างเสร็จทั้งหมด และปัจจุบันความนิยมการขนส่งสินค่าผ่านระบบรางกลบมาได้รับความนิยม ทางการรถไฟฯต้องไปทำการบ้านและคิดหาวิธีทำผลประโยชน์ตรงนี้อย่างไร จะเปลี่ยนให้เอกชนมาเช่าได้กี่เปอร์เซ็นต์ในแต่ละเส้นทาง จะต้องคิดเพื่อที่ต่อไปในอนาคตการรถไฟฯจากมีหนี้สะสมเยอะจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร”
ยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) เร่งเจรจาคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
นายพิพัฒน์กล่าวว่า 2. ดำเนินการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ตามเป้า อาทิ รถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย 3. เดินหน้าเสนอคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการสำคัญ อาทิ รถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา และช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์
ทั้งยังเร่งรัดให้สร้างรายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดภาระหนี้สะสมมีอยู่ 3 แสนล้านบาท
โดยให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นระบบ
ปัจจุบัน รฟท. ได้เริ่มส่งมอบสิทธิการเช่าที่ดินนำร่องที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท จำนวน 10 แปลงให้เอสอาร์ทีแล้ว เพื่อจัดหาผู้ร่วมลงทุนและผู้เช่าช่วงที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะที่ดินแปลงใหญ่มีศักยภาพา เช่น สถานีแม่น้ำ พื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร ย่านมักกะสัน และสถานีหัวลำโพง รวมถึงหัวเมืองใหญ่อย่างสถานีหาดใหญ่และขอนแก่น
“ตั้งเป้าให้การรถไฟฯสร้างรายได้จากสินทรัพย์จากปัจจุบัน 1% ขึ้นมาอยู่ที่ 3-4% ของมูลค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานสากล ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากสามารถบริหารจัดการที่ดินแปลงใหญ่ให้เกิดผลตอบแทนตามเป้าหมายดังกล่าวได้ เม็ดเงินรายได้ที่เกิดขึ้นจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินสะสมของการรถไฟฯ ทั้งหมดได้ เพราะจะให้รัฐบาลรับภาระไปเรื่อยๆคงไม่ไหว ต้องเร่งหารายได้ “นายพิพัฒน์กล่าว
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าฯ รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวว่า สำหรับที่ดินแปลงอื่นๆที่มีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านบาท นำร่อง 10 แปลง ให้สิทธิเช่ากับเอสอาร์ทีเพื่อเตรียมประกาศให้เอกชนเช่า ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ เช่น สถานีบางซื่อโซน A โซนE , พื้นที่มักกะสัน และสถานีแม่น้ำ