Skip to content

“บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เอกชนไม่ไหวแล้ว” กกร.จี้รัฐบาลแก้คอร์รัปชั่น

15 พ.ค. 2569 | 10:42น.
“บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เอกชนไม่ไหวแล้ว” กกร.จี้รัฐบาลแก้คอร์รัปชั่น

กกร.หารือรัฐบาล ดันแอนตี้คอร์รัปชั่น-ยกระดับความโปร่งใส หวังเข้า OECD ให้ได้ แนะรัฐ-เอกชนจับมือดูแลกลุ่มเปราะบาง ลั่น “บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เอกชนไม่ไหวแล้ว”

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน ที่นำโดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายพจน์กล่าวถึงการหารือดังกล่าวว่า วันนี้สภาหอการค้าไทยและกลุ่มเพื่อนไม่ทน ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อปรึกษาหารือ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งได้มอบหมายให้นายปกรณ์เป็นตัวแทนรับข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลขับเคลื่อน

โดยประเด็นหลักที่จะหารือจะเน้นเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ต้องการเห็นการทำงานที่เอาจริงเอาจัง และเป็นรูปธรรม เพราะขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ซึ่งประเทศไทยต้องพยายามเข้าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้ได้ เพราะหากเข้าไม่ได้จะเหนื่อย ซึ่งขณะนี้เราเรตติ้งต่ำมาก จึงต้องพยายามดึงเรตติ้งขึ้นมาให้ได้

เมื่อถามถึงข้อเสนอที่จะเสนอต่อรัฐบาลในวงประชุม “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ในช่วงเย็นวันนี้ นายพจน์กล่าวว่าข้อเสนอนั้นมีอยู่แล้ว แต่ขอให้รอการพูดคุยเสร็จสิ้นก่อน

ขณะที่นางพิมพ์ใจกล่าวเพิ่มเติมว่า มีประเด็นหลายอย่างในสภาวะวิกฤตแบบนี้ เราต้องเร่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และต้องการผลักดันเรื่องแอนตี้คอร์รัปชัน สร้างความโปร่งใส

เมื่อถามว่าในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้รัฐบาลต้องพุ่งเป้าไปที่ใดเป็นอันดับแรก นางพิมพ์ใจระบุว่าต้องดูกลุ่มเปราะบางก่อน ซึ่งเป็นกลุ่มที่สำคัญมาก

ด้านนายพจน์กล่าวเสริมว่า กลุ่มเปราะบางถือเป็นกลุ่มหนึ่ง ส่วนประเด็นที่นายกรัฐมนตรีจะรับฟังจาก CEO ทั้งหลาย คือเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ภาคเอกชนจะมีข้อเสนออะไรที่จะผลักดันอย่างเร่งด่วน

และการที่ภาคเอกชนมาพบรัฐบาลในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะรัฐกับเอกชนต้องทำงานร่วมกันโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้อำนวยความสะดวก กำหนดนโยบาย แต่ขับเคลื่อนจริงคือเอกชน เพราะทราบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

จากนั้นนายปกรณ์กล่าวช่วงต้นการหารือว่า ยินดีที่ได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ขณะที่นายพจน์กล่าวว่า จากที่ได้มีการประชุมร่วมกันไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค. 2568 เอกชนมองว่าคงไปไม่ไหวถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เพราะมีแต่คนบ่นกันเยอะ เห็นได้จากตามข่าว จึงได้พูดคุยกันว่าจะต้องมาหารือกัน เพราะการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องอันตรายมาก

ซึ่งจากการพูดคุยหลายเครือข่ายร่วมกันและสมาคมต่าง ๆ ทุกคนพยายามช่วยกันรณรงค์ แต่มีการยุบสภาไปก่อน ทำให้เมื่อเดือนมกราคม 2569 เราจึงเร่งทำเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และทำแบบสำรวจการซื้อเสียง ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็ทำร่วมกับ TDRI และมีผลสำรวจออกมา

พร้อมยืนยันว่าเรารายงานตามผลสำรวจ ไม่ได้คิดเอาเอง และพอมีการจัดสัมมนาพรรคการเมืองมาเยี่ยมเยียนขึ้นเวที เราก็เอาประเด็นดังกล่าวขึ้นไปคุยจนกระทั่งเลือกตั้ง และก็ไม่กล้าไปทำมากกว่านั้น แต่หลังเลือกตั้งเสร็จก็ดำเนินการต่อ และเมื่อวันนี้เลือกตั้งเสร็จ มีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เราจึงขับเคลื่อนต่อ พร้อมยอมรับว่าในระหว่างนั้นมีการทำการบ้านอยู่พอควร โดยเฉพาะสอบเรื่องเกี่ยวกับการติดสินบนที่เมื่อวาน (14 พ.ค.) เพิ่งแถลงข่าวไป