แม่ของแผ่นดิน สร้างศิลปาชีพ สร้างงาน สร้างคน สร้างรายได้
11 ส.ค. 2561 | 20:38น.
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อราษฎรชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาคกว่า 50 ปี รวมไปถึงพระราชทานโครงการในพระราชดำริหลายร้อยโครงการ เพื่อแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกร
สิ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมาโดยตลอดก็คือ การสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นในการเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรอยู่บ่อยครั้งว่า ชาวบ้านมีฝีมือด้านงานหัตถกรรมหลายชนิด ประกอบกับหลายครั้งที่อาชีพหลักของราษฎรคืออาชีพเกษตรกรรมประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้การเก็บเกี่ยวหยุดชะงักลง หากมีอาชีพเสริมอื่น ๆ ก็จะสามารถช่วยเสริมหรือชดเชยรายได้จากการเกษตรที่หายไปได้
โครงการส่งเสริมงานฝีมือ-งานหัตถกรรมที่สำคัญอย่างศูนย์ศิลปาชีพ จึงถูกจัดตั้งโดยริเริ่มจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ก่อนจะถูกจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ ต่อมาผลงานและคุณประโยชน์ของมูลนิธิได้ประจักษ์แก่รัฐบาลและบุคคลภายนอกเป็นวงกว้าง จึงมีการจัดตั้งขึ้นเป็นกองศิลปาชีพ ในสำนักราชเลขาธิการ ใน พ.ศ. 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ผลิตภัณฑ์ในเครือศูนย์ศิลปาชีพส่วนใหญ่เป็นสินค้าหัตถกรรมและมีผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปจากโครงการฟาร์มตัวอย่างด้วย ซึ่งมีทั้งงานผ้า งานไม้ จักสาน งานเซรามิก ดอกไม้ประดิษฐ์ งานผ้าชาวเขา งานปักซอยแบบไทย เป็นต้น

ศูนย์ศิลปาชีพทั่วประเทศมีทั้งหมด 8 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กลางศิลปาชีพ ณ สวนจิตรลดา ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม จ.สกลนคร ศูนย์ศิลปาชีพบ้านแม่ต๋ำ จ.ลำปาง ศูนย์ศิลปาชีพบ้านทุ่งจี้ จ.ลำปาง ศูนย์ศิลปาชีพพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จ.อ่างทอง และศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จ.พระนครศรีอยุธยา
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2549 ประเทศไทยเกิดวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศ บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาเสียหายจนไม่สามารถประเมินค่าได้ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพและโครงการฟาร์มตัวอย่างขึ้นใน จ.อ่างทอง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ขาดแคลนรายได้จากการทำการเกษตร
นอกจากนี้พระองค์ทรงให้ความสำคัญและติดตามผลงานของโครงการศูนย์ศิลปาชีพอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการส่งเสริมงาน
ผ้าไทย พระองค์ทรงฟื้นฟูให้ผ้าไทยกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่พระองค์เสด็จไปเยี่ยมเยียนราษฎร รวมถึงเสด็จไปประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ภาพที่เราเห็นกันชินตาคือ พระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยและผ้าทอพื้นเมืองจากชาวบ้านอยู่เสมอ รวมถึงเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงฉลองพระองค์ผ้าทอพื้นเมืองจากชาวบ้าน ทั้งผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าท้องถิ่นต่าง ๆ ทรงเป็นต้นแบบให้ประชาชนทั่วไปเห็นว่า ผ้าไทยสามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ จึงทำให้กระแสผ้าไทยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพเพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพ ได้ทำให้ประชาชนของพระองค์หลาย ๆ คนนำความสามารถที่ได้จากการฝึกอาชีพมาประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้กับตนและครอบครัว เป็นการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน
บูรณิน กาวี อดีตนักเรียนของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยครูแผนกช่างเครื่องเคลือบดินเผา กล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพ เพราะนอกจากจะให้ความรู้นำไปเป็นวิชาชีพโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีทั้งเบี้ยเลี้ยง อาหาร และที่พักให้กับนักเรียนทุกคน
“ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่อยู่ที่นี่ ได้ฝึกอาชีพ ได้ฝึกการสร้างสรรค์ผลงาน ได้รู้ถึงคุณค่าของงานช่างฝีมือไทย จากเดิมที่ไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย แต่ปัจจุบันได้มีผลงานส่งประกวดและร่วมแสดงมากมาย นับเป็นความโชคดีของชีวิตเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสดี ๆ เช่นนี้ ที่นี่ยังส่งเสริมในเรื่องการศึกษา ช่วยผลักดันให้เรียนหนังสือจนจบวุฒิปริญญาตรีอีกด้วย”

ด้าน กฤษดา ศรีพุทธา ช่างชำนาญการแผนกช่างเขียนภาพลายไทย กล่าวว่า ถ้าไม่ได้มีโอกาสฝึกงานศิลปหัตถกรรมที่ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ชีวิตคงไม่มีวันนี้ เพราะจริง ๆ แล้วเรียนจบมาด้านช่างยนต์ แต่มีความชอบและสนใจเรื่องการเขียนลายไทยมาตั้งนานแล้ว
“ถ้าไม่ได้มาเรียนเขียนลายไทยที่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากที่ไหน ปัจจุบันมีน้อยคนนักที่สามารถออกแบบหรือเขียนงานลายไทยโบราณสมัยอยุธยาได้ ทำให้เรามีโอกาสนำวิชาความรู้ที่ได้ไปต่อยอดทำงานสืบสานศิลปะไทยโบราณได้อย่างมากมาย ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่ทรงเห็นถึงความสำคัญของงานศิลปะไทย และพระราชทานโอกาสในชีวิตมากมาย จากคนที่ไม่มีรายได้ตอนนี้สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้แล้ว”
นี่เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งจากโครงการในพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า สิ่งที่พระองค์พระราชทานผ่านการก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพนั้นเป็นการให้คนคนหนึ่งได้มีวิชาความสามารถ และนำความสามารถนั้นไปประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ซึ่งถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นพระมหา
กรุณาธิคุณที่จะอยู่ในหัวใจชาวไทยไปตราบนานแสนนาน