“บูรพา-เทวัญ” สนธิกำลัง “บิ๊กตู่” กระชับอำนาจกองทัพ ข้ามชอต คสช.
รายงานพิเศษ
ในรอบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา การแต่งตั้งนายทหารในตำแหน่งสำคัญในกองทัพ หรือ “5 เสือ ทบ.” ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) รอง ผบ.ทบ. ผู้ช่วย ผบ.ทบ. 2 คน และเสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) นายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” กุมกำลังรบสำคัญ-ผงาดยกแผง
ทว่า การแต่งตั้ง-โยกย้ายนายทหารชั้นนายพลในกองทัพประจำฤดูกาลครั้งนี้ โดยเฉพาะตำแหน่ง “ผบ.ทบ.” ซึ่งจะเป็นช่วง “รอยต่อ” ระหว่างรัฐบาล-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ชื่อ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.-นายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” เป็น “ตัวเต็ง” ชนิด “นำเดี่ยว”
ยุครุ่งโรจน์ “บูรพาพยัคฆ์”
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา นายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” เริ่มนับ 1 เติบโตแผ่ขยาย-สยายปีกอำนาจปกคลุมกองทัพมาตลอดทศวรรษ
บูรพาพยัคฆ์เรืองรองอำนาจ “ทวีคูณ” ยิ่งขึ้น เมื่อนายทหารเสือราชินี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี-หัวหน้า คสช. ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ลั่นเสียงสังหาร-ปิดฉากประชาธิปไตย ในวินาทีปฏิวัติ 22 พฤษภาคม 2557
นักรบบูรพาพยัคฆ์-นายทหารเติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) หรือ “ทหารเสือราชินี” และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) รวมถึงกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ก้าวขึ้นสู่ยุค “รุ่งโรจน์” ตลอดทศวรรษ
นับตั้งแต่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ได้วางตำแหน่ง “น้องรัก” ในสายบูรพาพยัคฆ์ ไว้ในเส้นทางอำนาจนาม “3 ป.” ทั้ง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “ทายาทอำนาจ”
ขณะที่ “น้องรัก” ทายาทบูรพาพยัคฆ์ที่เคยเป็น “แคนดิเดต” ผบ.ทบ. อย่าง “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 และ “บิ๊กอู๊ด” พล.อ.วลิต โรจนภักดี อดีต รอง ผบ.ทบ.-“สองขุนพล” แนวหน้าบัญชาการแก้ปัญหาชุมนุมปี”53
ถึงแม้จะไม่ได้ก้าวมาสู่ตำแหน่งที่กุมกำลังสูงสุดของกองทัพ ทว่า สุดท้าย “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ทายาทอำนาจบูรพาพยัคฆ์-น้องรัก 3 ป. เข้าป้าย-เบียดทุกสายอำนาจในกองทัพ คว้าตำแหน่ง ผบ.ทบ.ไปครอง
ปิดท้ายด้วย “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช “นายทหารน้องรัก” 3 ป.อีกคน ที่ทิ้งทวนอำนาจบูรพาพยัคฆ์ก่อนกองทัพจะผลัดใบ
วงศ์เทวัญ “รีเทิร์น”
ขณะที่สาย “วงศ์เทวัญ” นายทหารที่รับราชการ-เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.)
ทั้ง “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา และ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ทั้ง 3 นายก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็น “องคมนตรี” ในรัชกาลที่ 10
แต่นายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” กำลังจะกลับมา “ส่องแสง” ในกองทัพอีกครั้ง ในยุคของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์-ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ที่เป็น “ตัวเต็ง” คว้าเก้าอี้ “ผบ.ทบ.” ในการแต่งตั้ง-โยกย้ายนายทหารในเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่ง “พล.อ.อภิรัชต์” จะเกษียณอายุราชการปี”63 ทำให้มีวาระดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้ถึง 2 ปี
ล่าสุด “บิ๊กแดง” ยังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น “นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์”
หากไม่มีการล็อกถล่มในกองทัพ “พล.อ.อภิรัชต์” จะเป็น ผบ.ทบ.คนล่าสุด ที่มาจากสายวงศ์เทวัญ ในรอบ 15 ปี ต่อจาก “บิ๊กเกาะ” พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีต ผบ.ทบ.-นักรบวงศ์เทวัญ
นับถอยหลังไปมากกว่า 10 ปี “ตระกูลนายทหาร” ที่ครองอำนาจภายในกองทัพ ส่วนใหญ่ถูก “ตีตราจอง” โดยนายทหารสายวงศ์เทวัญ อาทิ ตระกูล “กรานเลิศ” ตระกูล “สุวรรณทัต” ตระกูล “อัตตะนันทน์” ตระกูล “หนุนภักดี” และตระกูล “คงสมพงษ์” ก่อนที่ทศวรรษให้หลัง ตระกูล “3 ป.” จะครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จยาวนาน-จากรุ่น (พี่) สู่รุ่น (น้อง)
สถานการณ์พิเศษ-รบพิเศษ
ในสถานการณ์พิเศษ นายทหาร “รบพิเศษ” หรือนายทหารที่เติบโตมาจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) มักถูกใช้บริการ นับตั้งแต่ในยุค “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ทั้งในตำแหน่ง ผบ.ทบ. และอดีตนายกรัฐมนตรีในยุคปฏิวัติ “เสียของ” และ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ-เจ้าของฉายาหัวหน้าปฏิวัติลับ-ลวง-พราง
ทว่าก่อนหน้านี้นับเกือบทศวรรษ นับตั้งแต่ยุค “บิ๊กบัง” เป็น ผบ.ทบ. เป็นต้นมา ตำแหน่ง ผบ.ทบ. ถูกเป็น “สิ่งต้องห้าม” สำหรับ “นักรบเบเร่ต์แดง” มาโดยตลอด
รวมถึง ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เพราะในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์-คสช. สาเหตุที่นายทหารรบพิเศษกลับมาครองเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะถูกลิขิตจาก “สถานการณ์พิเศษ” ทำให้ “รบพิเศษ” กลับมา “เบ่งบาน” อีกครั้ง
ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสร้างความเป็น “เอกภาพ”-“ลบรอยร้าว”-“หย่าศึก” ภายในกองทัพ ภายหลัง 10 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่งสูงสุดของกองทัพ-ผบ.ทบ. ถูก “ตีตั๋วจอง-ต่อคิวยาว” จากนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์มาโดยตลอด ทำให้เกิดความร้าวลึก-แบ่งสายกันอย่างชัดเจน-แตกขั้วเพิ่มมากขึ้น ทั้งสายวงศ์เทวัญ และ “ทหารแตงโม”
ทว่าอาจจะเป็นการ “พักรบ” เท่านั้น เพื่อรอวัน “นักรบตะวันออก” กลับมาผงาดอีกครั้ง
“บูรพาเทวัญ”
ความร้าวลึกภายในกองทัพ-ขบเหลี่ยมอำนาจกันระหว่างบูรพาพยัคฆ์กับวงศ์เทวัญ ทำให้นายทหารวงศ์เทวัญ ถูกเรียกตัวมาใช้งาน-มีตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐบาล-คสช. อาทิ พล.อ.ไพบูลย์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. สมัยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.)
รวมถึง พล.อ.อภิรัชต์ โดดเด่นทั้งด้านการทหารและคอนเน็กชั่นทางการเมืองซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ไว้วางใจมอบหมายให้ทำภารกิจสำคัญหลายอย่าง จนมีชื่อติดโผในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้
ตท.10 รุ่น “ทักษิณ” ปิ๋ว
สวนทางกับนายทหาร “ร่วมรุ่นทักษิณ” กระเด็นกระดอน-ออกจากลู่ไลน์อำนาจชนิดยกแผง นับตั้งแต่รัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจ ยกเว้น “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ ที่ยังโลดแล่นอยู่ในเส้นทางเหล็ก-วัฏจักรอำนาจ เพราะเป็นสมัยเป็น แม่ทัพภาค 1-คุมกองกำลังปฏิวัติ 19 กันยาฯ 49 กลายเป็นเพื่อนรัก (ร่วมรุ่น) หักเหลี่ยมโหด
จนกระทั่งเลื่อนขั้นจากแม่ทัพภาคที่ 1 เข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ในตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ. ก่อนจะเข้าป้าย ผบ.ทบ.-เบียด “พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร” ที่เลื่อนขั้น-ขนาบข้างจากแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ชนิดชอกช้ำระกำทรวง
กำเนิดทหารแตงโม
ภายหลังนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์กุมกองพล-กำลังหลักไว้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ได้ก่อกำเนิด “นายทหารแตงโม” อาทิ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ พล.ท.พงศกร รอดชมพู อดีตรองเลขาฯ สมช. ที่ขณะนี้ลงสนามการเมืองในนามพรรคอนาคตใหม่
คาดว่าการจัดทำบัญชีแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2561 เสร็จสิ้นตั้งแต่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว และถึงเวลาที่นายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” จะกลับมา “ส่องแสง” อีกครั้ง ภายหลังต้องอยู่ใต้เงาบูรพาพยัคฆ์มากว่าทศวรรษ