ท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนกถึงปัญหาสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐ-จีน ที่ส่อเค้ากำลังลุกลามบานปลายออกไปกระทบบรรยากาศการค้าการลงทุนโลก “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ กูรูเทรดดิ้ง “นายบรรณ เกษมทรัพย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง จำกัด ถึงการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงครึ่งหลังเพื่อฝ่ากระแสสงครามการค้าโลกว่า
Q : ธุรกิจครึ่งปีแรก ทิศทางครึ่งปีหลัง
ภาพรวมยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 5% เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยภาพรวมของธุรกิจทั้งปีนี้น่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะขยายตัว 7-8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยทิศทางการเติบโตภายในปลายปีจะเน้นมุ่งเป้าขยายตลาดไปสู่จีน และอินเดียให้มากยิ่งขึ้น
Q : แนวทางการขยายตลาดจีน-อินเดีย
บริษัทยังคงเดินหน้าแผนการเชื่อมโยงการค้ากับจีนผ่านนโยบาย One Belt One Road โดยวางกลยุทธ์ให้จีนเป็น sourcing center รวมถึงการเป็น partner ร่วมกันในด้านนวัตกรรม และ digital business อื่น ๆ ส่วนแผนการขยายตลาดไปยังประเทศอินเดียนั้น เราเพิ่งจัดตั้งบริษัท SCG International India Pvt Ltd. ในอินเดียที่มีเอสซีจี เทรดดิ้งถือหุ้น 100% สำเร็จ โดยบริษัทใหม่นี้มีกลยุทธ์หลักในการเป็นหนึ่งในผู้นำการขายสินค้าที่เน้น building solution ที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย มีการให้บริการฝึกฝนทีมช่างในการใช้สินค้าและการติดตั้งให้มีคุณภาพ อีกทั้งยังมีแผนในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในเมืองสำคัญ เพื่อให้มีสินค้าพร้อมส่งมอบในอนาคต
Q : ดันทุเรียนไทยบุกตลาดจีน
ในช่วงที่ผ่านมา เอสซีจีได้ศึกษาแนวทางการส่งออกทุเรียนไทยไปตลาดจีนหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบผลสดที่ยังไม่ได้ปอกเปลือก และรูปแบบแกะเปลือกแล้วนำเนื้อทุเรียนไปแช่แข็ง ซึ่งเราเรียนรู้ว่าที่สำคัญที่สุดคือ การควบคุมคุณภาพทุเรียนไทยให้ยังคงสดใหม่เมื่อผ่านกระบวนการขนส่งไปจีน นอกจากนี้ เรายังได้สำรวจกับนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทย เพื่อเรียนรู้ว่าชาวจีนนั้นชอบทุเรียนพันธุ์ใด ชอบเนื้อทุเรียนแบบใด และชอบหีบห่อสินค้าแบบใด เพื่อนำข้อมูลไปปรับใช้กับการพัฒนาธุรกิจของเราต่อไป
การดำเนินการถัดไป ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการขนส่งจากไทยไปประเทศจีน เพื่อบริหารจัดการคุณภาพของทุเรียน และต้นทุนการดำเนินการ ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมที่สุด
ทั้งนี้ ทางบริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย SCG ได้มีการตกลงเข้าร่วมทุนกับบริษัท Jusda Supply Chain Management International จำกัด (หรือ JUSDA) เพื่อจัดตั้งบริษัทในมณฑลกว่างซี ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน เพื่อให้บริการขนส่งและบริหารจัดการระบบ supply chain โดยเราคาดหวังว่า JUSDA จะมีส่วนช่วยจัดการขนส่ง supply chain เพื่อต่อยอดธุรกิจของสินค้ากลุ่มคัดคุณภาพนี้ต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารรถขนส่งขาขึ้นกลับไปยังจีน และการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้การขนส่งทุเรียนมีประสิทธิภาพและเหมาะสมที่สุด
Q : ผลสงครามการค้าสหรัฐ-จีน
ประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐ และจีน ต่างก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย มีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น หากสงครามการค้าปะทุขึ้น แน่นอนว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยหากจีนส่งออกสินค้าไปสหรัฐลดลง จะส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าของจีน มีแนวโน้มที่จะส่งสินค้าขั้นต้นหรือขั้นกลางไปยังจีนได้ลดลงเช่นกัน
โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายซึ่งสหรัฐจะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ หากจีนตอบโต้สหรัฐด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าในกลุ่มเนื้อหมู ผลไม้ ถั่ว ไวน์ และท่อเหล็ก
Q : ธุรกิจเอสซีจีกระทบอย่างไร
ล่าสุดทางสหรัฐเริ่มออกมาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมากขึ้น เช่น สินค้าปูนซีเมนต์ หรือแม้แต่ทางจีนก็ออกมาตรการตอบโต้กลับเช่นกัน เช่น การ ban recycled material จากสหรัฐ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ SCG Trading มีทั้งผลบวกและผลลบ เช่น น่าจะมีสินค้าหลายชนิดจากจีนที่ขายไปยังสหรัฐที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสให้สินค้าจากไทยขายไปยังสหรัฐจะมีต้นทุนทางภาษีถูกกว่า แต่ในขณะเดียวกัน หากสินค้าจีนที่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐได้ก็อาจส่งผลกระทบให้สินค้าเหล่านั้นไหลเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนแทน และส่งผลต่อการแข่งขันที่น่าจะมีมากขึ้นในภูมิภาคนี้ด้วย
ขณะเดียวกันปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทยังมีแนวโน้มปรับตัวผันผวนจากประเด็นพิพาทการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งในและนอกภูมิภาค โดยขณะนี้เงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ส่งผลให้ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าต้องเผชิญปัญหาต้นทุนสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
แต่อย่างไรก็ดี ภาพรวมของธุรกิจเอสซีจี เทรดดิ้ง ยังมีการส่งออกมากกว่านำเข้า การที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงจึงมีผลดีกับผลประกอบการโดยรวม แต่เอสซีจี เทรดดิ้งก็ยังต้องคอยติดตามดูและปิดความเสี่ยงของความผันผวนของค่าเงินบาท และด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ
Q : ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก กรณีสหรัฐขู่คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ และอิหร่านประกาศตอบโต้โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนหน้านี้ ซึ่งการประกาศเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และจะนำไปสู่การเจรจามากกว่าการเผชิญหน้าของทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากปิดช่องแคบนี้นับเป็นช่องทางหลักการขนส่งน้ำมันถึง 1 ใน 4 ของปริมาณการขนส่งน้ำมันทั่วโลก จะส่งผลเสียกับประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมันมากขึ้น จะนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน SCG Trading ใช้เส้นทางนี้ขนส่งสินค้าไปยังตลาดตะวันออกกลาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน อย่างที่เรียนไปเบื้องต้น มองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการประกาศเพื่อนำไปสู่การเปิดเวทีเจรจา จึงยังคาดการณ์ว่าการค้าขายและการเดินเรือในตะวันออกกลางจะดำเนินไปตามปกติ
ส่วนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงต่าง ๆ ที่ต้องใช้สูงขึ้นเช่นกัน โดยตอนนี้ราคาวัตถุดิบหลักยังเป็นถ่านหิน ในปี 2018 ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปลายปี 2017 ถึงปัจจุบันปรับขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยปัจจุบันเรามีสัดส่วนซื้อจากอินโดนีเซียประมาน 80% และได้วางแผนการซื้อกระจายไปประเทศอื่น ๆ ต่อไป