เลขาฯ คปภ.ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ ธปท. ประสานงานขอข้อมูลตรวจสอบพบสาขาของ 2 แบงก์ “กรุงไทย-ไทยพาณิชย์” บังคับลูกค้าซื้อประกัน ชี้แม้ ธปท.ลงโทษปรับ ด้าน คปภ.ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย ขู่เพิกถอนไลเซนส์ตัวแทน-นายหน้า หวั่นพบนโยบายจากส่วนกลางสั่งการพนักงานแบงก์บังคับขายประกัน พร้อมสั่งสำนักงาน คปภ.จังหวัดตรวจสอบอย่างเข้มงวด
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คปภ.ได้ทำหนังสือถึง นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประสานงานขอข้อมูลรายละเอียดกรณีที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง ธปท.มีการตรวจสอบพบว่า สาขาของธนาคารกรุงไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ ได้มีการบังคับให้ลูกค้าทำประกันอัคคีภัย สำหรับหลักประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับบริษัทประกันภัยบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ซึ่งถือว่าสาขาของธนาคารดังกล่าวไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศของ ธปท.
ทั้งนี้ แม้ว่าคณะกรรมการ ธปท.ได้มีคำสั่งเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดไปแล้วนั้น แต่ทาง คปภ.ก็จะมีการตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
“คปภ.ได้ทำหนังสือขอข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงมาตรวจสอบเพิ่ม เพราะว่า คปภ.ยังไม่ทราบข้อมูลสาขาที่เกิดปัญหาว่าเป็นสาขาใด สิ่งที่ คปภ.ยังเป็นห่วง คือ 1.ยังคงดำเนินการลักษณะนี้ต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ คปภ.ได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ.จังหวัดดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และ 2.ยังมีการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวกับธนาคารอื่น ๆ อีกหรือไม่ โดยในเบื้องต้นจำเป็นต้องเรียกพบทั้งสองธนาคารที่ปรากฏชื่อเข้ามาตักเตือนและให้ชี้แจงรายละเอียด พร้อมให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ คปภ. โดยมาตรการของ คปภ.จะต่างจากแบงก์ชาติตรงที่ คปภ.สามารถเพิกถอนใบอนุญาตทั้งตัวแทนและนายหน้าได้ แต่ขณะนี้เรายังใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักก่อน” นายสุทธิพลกล่าว
สำหรับมาตรการลงโทษของสำนักงาน คปภ.ในประกาศ คปภ.ฉบับใหม่ จะเริ่มมีผลต้นเดือน ม.ค. 62 หาก คปภ.สุ่มตรวจพบเหตุการณ์หรือพฤติกรรมดังกล่าว จะมีบทลงโทษเริ่มจากตักเตือนให้ธนาคารปรับปรุงกระบวนการให้เรียบร้อย พร้อมกับให้ยกเลิกทรานแซ็กชั่น (การทำรายการ) และคืนเงินให้กับลูกค้ารายที่เกิดเหตุ หากเตือนแล้วไม่ดำเนินการแก้ไข คปภ.จะใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อไป นอกจากนี้ คปภ.ยังได้ร่วมมือกับแบงก์ชาติในการนำส่งรายงานข้อมูลเพื่อเสริมการทำงานระหว่างกัน เพื่อพิจารณาการใช้มาตรการเปรียบเทียบปรับต่อไป
“เพราะฉะนั้น ขอให้ธนาคารทุกแห่งอย่าทำผิดกฎ เพราะถ้าเกิดมีการสุ่มตรวจพบหรือมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น จะมีโทษปรับที่ค่อนข้างรุนแรงจากทางแบงก์ชาติ เพราะแม้ว่าจะมีการตักเตือนแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว แต่บางครั้งก็มีผลกระทบที่จำเป็นต้องใช้มาตรการปรับอีกทางหนึ่งด้วย” นายสุทธิพลกล่าว
ทั้งนี้ การใช้มาตรการขั้นรุนแรงของ คปภ.นั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้ง 2 แบบ คือ 1.การเพิกถอนใบอนุญาต (ไลเซนส์) ตัวแทน และ 2.การเพิกถอนใบอนุญาตด้านการขายประกันผ่านธนาคาร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจในการพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริง หากส่วนกลางมีนโยบายชัดเจน ห้ามมิให้พนักงานแบงก์บังคับขายประกัน แต่พนักงานแบงก์รายใดรายหนึ่งยังคงฝ่าฝืนก็อาจจะเข้าข่ายพิจารณาเป็นรายบุคคลที่จำเป็นต้องเพิกถอนใบอนุญาตเฉพาะตัวแทน แต่กรณีที่มีพฤติการณ์หรือนโยบายชัดเจนจากส่วนกลางของธนาคารที่ให้พนักงานแบงก์บังคับขายประกันนั้น คปภ.จะลงโทษขั้นรุนแรงในการเพิกถอนใบอนุญาตแน่นอน
“ในระเบียบของ คปภ. เราต้องรับฟังข้อมูลทั้งสองด้านเพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนตัดสินใจทุกครั้ง เพราะบางครั้งผู้ที่ร้องเรียนเข้ามาไม่สุจริตก็มี เพราะฉะนั้น ต้องให้ความเป็นธรรมกับทางแบงก์ด้วยเช่นเดียวกัน” นายสุทธิพลกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่รู้ของประชาชน ในเรื่องกฎกติกาการประกันภัย เพราะฉะนั้น คปภ.ค่อนข้างให้ความสำคัญในการดำเนินการส่งเสริมให้ความรู้เรื่องประกันภัยกับประชาชน