ดอลลาร์แข็งค่า หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/11) ที่ระดับ 33.07/09 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (9/11) ที่ระดับ 33.01/03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงแข็งค่าต่อเนื่องหลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 2.00-2.25% ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี (8/11) และได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งจะส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 4 ครั้งในปีนี้
นอกจากนี้แล้วเฟดได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2562 และอีก 1 ครั้งในปี 2563 ประกอบกับกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนตุลาคม เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับที่ตลาดคาดการณ์ที่ 0.2% และเพิ่มขึ้นสูงกว่าเดือนกันยายน ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวลงสู่ระดับ 98.3 ในเดือนพฤศจิกายน แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 98.0 หลังจากแตะระดับ 98.6 ในเดือนตุลาคม ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.08-33.16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.11/13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (12/11) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.1325/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/11) ที่ระดับ 1.1346/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะชะลอตัวสู่ 2.1% ในปีนี้ หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% ในปีที่แล้ว พร้อมกับเตือนว่า ตัวเลขขาดดุลงบประมาณของอิตาลีจะเพิ่มขึ้นสูงเกินระดับ 3% ในปี 2563 ซึ่งสูงกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน ในขณะที่สำนักข่าวบีบีซีรายงาน (12/11) ว่า สมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายรายได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับแผนเช็กเกอร์ส (Chequers plan) ที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ โดยพวกเขามองว่า แผนดังกล่าวบางส่วนมีเนื้่อหาวิตกกังวล และอาจไม่ได้รับการสนัสนุนจากรัฐสภาด้วย โดยปัญหาที่ทั้งอังกฤษและสหภาพยุโรป ยังคงต้องเจรจากันคือประเด็นชายแดนของไอร์แลนด์ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1325-1.1246 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1255/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (12/11) เปิดตลาดที่ระดับ 113.93/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/11) ที่ระดับ 113.80/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนยังได้รับผลกระทบจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังนักลงทุนคลายความกังวลในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 113.93-114.18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 113.96/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ แถลงการณ์ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก (13/11) ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี โดย ZEW (13/11) ผลิตภัณฑ์มวลรวมยุโรป (14/11) ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (14/11) ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย (14/11) แถลงการณ์ของนายเจอโรม พาเวล (Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (15/11) ยอดการค้าปลีกของสหรัฐ (15/11) ผลสำรวจดัชนีอุตสาหกรรมในนิวยอร์ก (15/11) แถลงการณ์ประธานเฟด สาขาแอตแลนตา (16/11) แถลงการณ์ประธานธนาคารกลางยุโรป (16/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -1.6/-1.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -0.6/-0.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ