ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 19 ธ.ค. 2561 รอบสุดท้ายของปีนี้ มีโอกาสสูงขึ้นที่ กนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% หลังจากที่ กนง. ได้ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นถึงความจำเป็นในการปรับสมดุลของการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ในขณะที่ภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวตามศักยภาพ แม้จะอยู่ในทิศทางที่ชะลอลง
สัญญาณการสะสมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยเริ่มปรากฎชัดขึ้น อาทิ พฤติกรรมแสวงหาความเสี่ยง (search for yield) ที่เพิ่มขึ้นซึ่งสะท้อนจากการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นทดแทนเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันกว่า 3 ไตรมาส ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการกู้ยืมในเพื่อซื้อรถยนต์และที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่แนวโน้มของหนี้เสียของการกู้ยืมในกลุ่มนี้เริ่มมีสัญญาณขยับขึ้น หากพฤติกรรมแสวงหาความเสี่ยงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่วัฎจักรของเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวติดต่อกันกว่า 10 ปีอาจมีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้า ดังนั้นปรับลดปัจจัยเสี่ยงต่อการสะสมความเปราะบางของเสถียรภาพเศรษฐกิจ และการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) เพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า มีความจำเป็นมากขึ้น
ภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่ แม้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสะดุดไปบ้างในไตรมาส 3/2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมที่กิจกรรมของเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน อาจจะบ่งชี้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2561 น่าจะกลับมาขยายตัวในระดับที่ดีขึ้นและสอดคล้องกับการขยายตัวตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทย
ขณะที่การบรรลุข้อตกลงในการเลื่อนการเก็บภาษีการค้าจากจีนเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ไปจนถึงช่วงต้นเดือนมีนาคม 2562 น่าจะช่วยคลายปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออกลงบางส่วน แม้ว่าความไม่แน่นอนในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังมีอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และความชัดเจนของการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ คงจะสนับสนุนโมเมนตัม ของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินส่วนหนึ่งเป็นผลจากอิทธิพลของเงินดอลลาร์ฯ รวมทั้ง ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องของเฟด รวมทั้ง ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ ของโลกเป็นปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ค่าเงินในเอเชียอ่อนค่า โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ฯ ปรับแข็งกว่ากว่า 5.1% เทียบกับช่วงปลายปี 2560 ซึ่งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงด้านเสถียรภาพของแต่ละประเทศที่เป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าเพิ่มเติม ซึ่งประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่างประเทศที่อ่อนแอมักจะประสบกับการไหลออกของเงินทุนอันส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก แม้ว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ส่วนหนึ่งมาจากผลของเสถียรภาพต่างประเทศของไทยที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง กอปรกับ การพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกประเทศในระดับต่ำ
ขณะที่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ไม่น่าที่จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการดึงดูดเงินทุนไหลเข้ารอบใหม่ อันจะส่งผลกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มปรับลดการถือครองหลักทรัพย์ตราสารการเงินต่าง ๆ ในไทยลง โดยมีการขายสุทธิในตลาดพันธบัตรตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อันน่าจะบ่งชี้ถึงความน่าสนใจในการลงทุนสินทรัพย์สกุลบาทที่อาจมีความน่าสนใจลดลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางสภาพคล่องในตลาดการเงินไทยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ผลของส่งผ่านการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อต้นทุนการเงินอยู่ในระดับจำกัด ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์คงจะขึ้นอยู่กับการประเมินสภาวะแวดล้อมทางการเงินอื่นๆ ด้วย อาทิ ความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงความต้องการสินเชื่อ และคณะกรรมการนโยบายการเงินคงจะเว้นระยะเวลาเพื่อประเมินพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินรอบใหม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการการเติบโตและความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ในรอบนี้น่าจะเป็นลักษณะการปรับขึ้นนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง