เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
Biz Movement ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
Biz Movement ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
Business ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
World โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
World ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
Tech CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
News ‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
ดูทั้งหมด

ความพร้อมของตลาดหุ้นไทย ต่อภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

29 ธ.ค. 2561 | 08:45น.

คอลัมน์ มองข้ามชอต

โดย วชิรวัฒน์ บานชื่น Economic Intelligence Center

 

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ซึ่งมิติหนึ่งที่น่าจับตาและจะขอกล่าวถึงในบทความนี้ก็คือ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นกู้และภาคธุรกิจไทยที่ออกหุ้นกู้ เพราะถึงแม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับขึ้นสูงขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้วตามการคาดการณ์ของผู้ร่วมตลาด แต่จังหวะและปริมาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไปก็จะยังมีผลต่อการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ของบริษัทไทยได้

ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น ภาคธุรกิจที่ระดมทุนผ่านหุ้นกู้อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยง 2 ช่องทาง คือ ความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้ในระยะต่อไป (roll-over risk) และความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยอาจปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (yield snapback) โดยจากข้อมูลของสมาคมตราสารหนี้ไทยเดือน ส.ค. 2561 พบว่า หุ้นกู้ส่วนใหญ่จ่ายอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบคงที่ จึงทำให้ในระยะสั้นนี้ ต้นทุนที่ออกหุ้นกู้อาจยังไม่ปรับสูงขึ้นในทันที

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้ในระยะต่อไป เนื่องจากมูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในระหว่างปี 2019-2021 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของไทย มีสัดส่วนสูงถึงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าคงค้างหุ้นกู้ระยะยาวทั้งหมดในตลาด สำหรับความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยอาจปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นอาจมีไม่สูงนัก เนื่องจากสภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังมีสูง และธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

คำถามสำคัญต่อไป คือ บริษัทไทยที่ออกหุ้นกู้นั้นจะสามารถรับมือกับภาวะดังกล่าวได้หรือไม่ ทางอีไอซีจึงได้ประเมินความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจไทยในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ออกหุ้นกู้ระยะยาวหากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น โดยในขั้นต้นนั้นได้ทำการแบ่งประเภทของบริษัทที่ออกหุ้นกู้ออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มาก และกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้น้อย

ซึ่งพิจารณาจากอัตราส่วน interest coverage ratio (ICR) ซึ่งคำนวณจากรายได้ของบริษัท (EBITDA) ต่อภาระรายจ่ายด้านดอกเบี้ย (interest expense) โดยบริษัทที่มี ICR ต่ำกว่า 1.5 ถูกจัดเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง (bond-at-risk) เนื่องจากรายได้อาจมีไม่สูงพอที่จะครอบคลุมภาระรายจ่ายด้านดอกเบี้ยในยามที่เกิดปัญหาด้านสภาพคล่อง จึงทำให้โอกาสที่บริษัทจะผิดนัดชำระหนี้มีมาก ส่วนบริษัทที่มี ICR สูงกว่า 1.5 ถูกจัดเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยผลการศึกษาสามารถสรุปได้ ดังนี้

1.มูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง (bond-at-risk) มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา และในปี 2017 สัดส่วนหุ้นกู้เสี่ยงต่อหุ้นกู้ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 3% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เช่น จีน อินเดีย และบราซิล

2.ปัจจัยที่ทำให้หุ้นกู้เสี่ยงลดลงนั้น มาจากการที่บริษัทขนาดใหญ่ (บริษัทที่มูลค่าสินทรัพย์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ออกหุ้นกู้) มีความแข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น ทำให้หุ้นกู้ที่ออกมานั้นมีความเสี่ยงลดลง และไม่ถูกจัดเป็น bond-at-risk

3.หากพิจารณาเฉพาะบริษัทเสี่ยง (บริษัทที่ ICR < 1.5) พบว่า ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก และจำนวนของบริษัทเสี่ยงขนาดเล็กที่ออกหุ้นกู้นั้นก็เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี

4.ธุรกิจที่มีหุ้นกู้เสี่ยงส่วนใหญ่กระจุกตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจพลังงาน แต่สัดส่วนหุ้นกู้เสี่ยงในสองอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ สำหรับภาคธุรกิจอื่นที่ต้องจับตามองรองลงมา คือ ธุรกิจเครื่องจักรและอุปกรณ์ ธุรกิจกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจเหล็ก และธุรกิจกลุ่มการเกษตร

จึงกล่าวได้ว่า ณ ขณะนี้ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทไทยที่ออกหุ้นกู้ส่วนใหญ่ในตลาดยังค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ดี หากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ภาระรายจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผู้ประกอบการบางส่วนอาจไม่สามารถปรับตัวได้ อีไอซีจึงได้ทำการศึกษาโดยจำลองสถานการณ์ (scenario analysis) ให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่บริษัทต้องจ่ายเพิ่มขึ้นขณะที่รายได้ยังคงที่ เพื่อดูว่าสัดส่วน bond-at-risk จะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

อีไอซีพบว่า หากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของแต่ละบริษัทเพิ่มขึ้นเพียง 25 bps จะทำให้สัดส่วน bond-at-risk ในตลาดหุ้นกู้ไทยปรับสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.4% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่แต่ละบริษัทต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 200 bps จะทำให้สัดส่วน bond-at-risk ในตลาดหุ้นกู้ไทยปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 10.9% โดยกลุ่มธุรกิจที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ ธุรกิจกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (CONMAT) ธุรกิจกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง (CONS) และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (PROP) เพราะสัดส่วน bond-at-risk ของธุรกิจเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นมาก (100-200 bps)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาตลาดหุ้นกู้ไทยกับต่างประเทศพบว่า ไทยสามารถรองรับผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ดีกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น (ดูตารางสัดส่วนมูลค่าหุ้นกู้เสี่ยง) ยกตัวอย่าง เช่น McKinsey พบว่า สัดส่วน bond-at-risk ของจีนปรับเพิ่มขึ้นเป็น 43% หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น 200 bps

โดยสรุป แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาคธุรกิจไทยจะมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้มากขึ้น แต่ธุรกิจส่วนใหญ่น่าจะรับมือกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นได้ เนื่องจากความเสี่ยงของตลาดหุ้นกู้ระยะยาวของไทยลดลง อีกทั้งความเสี่ยงส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่แค่บางภาคธุรกิจและมีสัดส่วนที่น้อย

อย่างไรก็ตาม หากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นมาก จะทำให้หุ้นกู้เสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยได้ โดยเฉพาะหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจที่ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้บางราย อาจส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มขึ้น (จาก risk premium ที่สูงขึ้น) จึงทำให้บริษัทอาจต่ออายุหุ้นกู้ได้ยากขึ้น ผู้ประกอบการโดยเฉพาะบริษัทที่สภาพคล่องต่ำจึงจำเป็นต้องเตรียม พร้อมรับมือต่อภาวะการเงินที่อาจตึงตัวขึ้นต่อไป

 

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!