เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“TCMC” ตั้งเป้าปี 2562 เติบโต 7-10%

15 ม.ค. 2562 | 16:09น.
พิล ศรีวิกรม์

พิล ศรีวิกรม์

บมจ.ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น เผยแผนปี 2562 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 7-10% พร้อมขยายฐานลูกค้าเพิ่มเติมในสหรัฐฯ เอเชีย และตะวันออกกลาง คาดปี 2563 นำบริษัทเฟอร์นิเจอร์ในสหราชอาณาจักรเข้าเทรดตลาด AIM ได้

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เปิดเผยเป้าหมายและแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ว่าบริษัทได้วางเป้าหมายการเติบโตที่ 7-10% หรือทะลุ 10,000 ล้านบาทจากฐาน 9,000 ล้านบาทในปี 2561 โดยมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของภาคธุรกิจที่ได้รับผลดีจากการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม แนวโน้มจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ อีกทั้งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน และการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเติบโตของการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจในปีนี้

“บริษัทมีแผนจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มาเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตให้มีคุณภาพและกำลังการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ด้านการบริหารจัดการ ปัจจุบันเรามีการแยกโครงสร้างการบริหารของธุรกิจแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และกลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ ซึ่งเราจะยังคงเน้นการขยายฐานตลาดเดิมไปยังตลาดใหม่และตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและเอเชีย เพื่อส่งให้สินค้าภายใต้การบริหารของ TCMC เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นทั่วโลก

นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพรมอันดับหนึ่งของโลกและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำในทุกกลุ่มธุรกิจที่เราทำ และในปีนี้ส่วนของธุรกิจพรม-วัสดุปูพื้นนั้น เราจะรุกออกงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมา และจะเน้นเจาะตลาดกลุ่มคาสิโน เรือสำราญและโรงแรมหรู เป็นสำคัญ ซึ่งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเราก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจากกลยุทธ์การควบรวมกิจการ มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้มีความเป็นสากล สอดคล้องไปกับการเติบโตจากบริษัทระดับประเทศก้าวสู่การเป็นองค์กรระดับสากล ทั้งยังมีการเปิดตัวโลโก้ใหม่เป็นรูปนก Ruppell’s griffon ที่สะท้อนถึงการบริหารงานของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอีกด้วย” นายพิมลกล่าว

ทั้งนี้ภายใต้แผนการดำเนินงานในปี 2562 กลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้นมีแผนที่จะส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ ‘Royal Thai’ และ ‘Carpets Inter’ ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยจะมุ่งไปที่ธุรกิจแบบ B2B หรือ โครงการขนาดใหญ่ กลุ่มธุรกิจ MICE โรงแรมระดับ 5-7 ดาว หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ และซุเปอร์ลักซ์ชัวรี่ เรือสำราญหรู ซึ่งกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมท่ามกลางกระแสการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourism) ในตลาดโลก และเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมาได้ขยายตลาดพรมไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยแต่งตั้งให้ บริษัทโทริ คอร์ปอเรชั่น บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุปูพื้นและตกแต่งภายในรายใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นให้เป็นผู้แทนจำหน่ายพรมภายใต้แบรนด์ “รอยัลไทย” สำหรับติดตั้งในงานโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียวซึ่งปัจจุบันมียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง

ปีนี้บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างระบบการผลิต โดยโยกย้าย 3 โรงงานผลิตมารวมอยู่ในโรงงานเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในกระบวนการผลิตและการบริหารทรัพยากรในด้านต่างๆ มีการพัฒนาปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุน และซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มีประสิทธิภาพและเพื่อรองรับการขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยประเมินว่าการรวมโรงงานทั้ง 3 แห่งเข้าด้วยกัน จะสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 15% จากระดับ 75% ในปัจจุบัน และคาดว่าจะรวมได้แล้วเสร็จภายในครึ่งปีแรกของปี 2562 ส่วนพื้นที่ว่างดังกล่าวจะมีการประเมินราคาเพื่อดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงาน ทั้งด้านโครงสร้างการบริหารที่มีการแยกการบริหารในแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ทีมผู้บริหารมืออาชีพเข้าเสริมทัพในแต่ละกลุ่มธุรกิจ การดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดที่จะมีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการของตลาดทั่วโลกทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ การมุ่งสู่การทำธุรกิจแบบใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้บริษัทก้าวสู่องค์กรชั้นนำระดับโลกและเป็นผู้นำในตลาดโลกในกลุ่มธุรกิจหลักที่บริษัทมีความถนัดอย่างยั่งยืน โดยตลาดในประเทศ ยังคงแยกเป็น 2 แบรนด์ ได้แก่ Royal Thai และ Carpets Inter เนื่องจากมีจุดแข็งของแต่ละแบรนด์ต่างกันที่ตอบโจทย์ของลูกค้าได้คนละแบบ

ด้านกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สัญชาติอังกฤษที่บริษัทถืออยู่ได้แก่ แบรนด์ Alstons , Ashley Manor , AMX Design , Alexander & James ซึ่งมียอดขายหลักอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้นำ แบรนด์ Alexander & James ขยายตลาดเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก เช่น อเมริกา ดูไบ เนเธอร์แลนด์ ไทย จีน เกาหลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยในปีนี้มีแผนขยายฐานลูกค้าเพิ่มเติมในแถบ สหรัฐอเมริกา เอเซีย และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง ในขณะเดียวกัน จะเปิดแฟลกชิปสโตร์ Alexander and James ครั้งแรกในประเทศไทย บนถนนสุขุมวิท 39 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าในประเทศ และให้เป็นโชว์รูมต้นแบบสำหรับลูกค้าต่างประเทศอีกด้วย โดยบริษัทเน้นเจาะกลุ่ม “Affordable Luxury” ในประเทศไทย โดยมีระดับราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันในประเทศ

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ บริษัทจะยังมุ่งเน้นในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปีนี้จะรุกเข้าสู่เป้าหมายการขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกค่ายรถยนต์ที่ผลิตในไทย และยังมีโครงการพัฒนาพรมหลังคารถยนต์ (Headliner) ให้สามารถแข่งขันทั้งในด้านราคาและคุณภาพ รวมถึงรูปแบบดีไซน์ให้มีลวดลายเหมือนผ้าเพื่อสร้างความแตกต่าง ทั้งยังจะพัฒนาพรมปูพื้นรถยนต์ที่มีคุณสมบัติดูดซับเสียงได้ดีและมีน้ำหนักเบากว่าพรมรุ่นเก่า สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจะไม่หยุดพัฒนาในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ซึ่งแผนดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ด้านการควบรวมและเข้าซื้อธุรกิจซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญของบริษัท นายพิมล เสริมว่า บริษัทมีแผนควบรวมและเข้าซื้อธุรกิจเพิ่มเติมปลายปี 2562 และต้นปี 2563 โดยปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการนำบริษัทเฟอร์นิเจอร์ในสหราชอาณาจักรเข้าซื้อขายใน Alternative Investment Market (AIM) ซึ่งเปรียบเสมือนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในประเทศไทย โดยบริษัทมีจุดแข็งที่นวัตกรรมการออกแบบที่เหนือกว่าบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันในตลาดหลักทรัพย์ AIM ทั้งนี้ บริษัทไม่มีนโยบายทำ “Greenfield” เนื่องจากใช้เวลานานกว่าการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ รวมทั้งธุรกิจบางประเภทเมื่อควบรวมกับธุรกิจเดิมของบริษัทจะช่วยให้เกิดการผนึกกำลัง (synergy) ที่ดีได้

ด้านราคาหุ้น TCMC หลังไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิราว 57 ล้านบาท นายพิมล เชื่อว่าไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีความต้องการพรมในช่วงปลายปีเพื่อปรับปรุงสถานที่ต้อนรับช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงเชื่อว่าไตรมาส 4/61 ผลประกอบการจะเป็นไปตามเป้าหมายและจะสะท้อนผ่านราคาหุ้นของบริษัทได้ โดยบริษัทเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีนโยบายปันผลที่ดีซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนระยะยาว

“ภาพรวมรายได้หลักปี 2562 ของบริษัทมาจาก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% กลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์คิดเป็นสัดส่วน 15% และกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ คิดเป็นสัดส่วน 50% โดยจากสัดส่วนรายได้ทั้งหมด คิดเป็นรายได้จากภายในประเทศ 25% รายได้จากต่างประเทศ 75% ซึ่งนับจากนี้ภายใต้กลยุทธ์การมุ่งสู่การเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าระดับสากล วางเป้าเติบโตท้าทาย 7-10% และพร้อมขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องในอนาคต” นายพิมลกล่าว