“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ประกาศใช้แล้ว กกต.ต้องทำหน้าที่ให้สังคมยอมรับ
เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาเรื่อง “ทำไมคนรุ่นใหม่ต้องไปเลือกตั้ง” ว่า ปชป. เป็นพรรคฯ ที่ผ่านวงจรรัฐประหารนี้มาหลายต่อหลายรอบ เราพยายามเสนอกับสังคมมาตลอดว่า ต้องหาทางออกที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากตรงนี้ได้ เราต้องพูดด้วยความเป็นธรรม ต้องทำกันทุกฝ่าย ตนคิดว่าวันนี้ผ่านมา 5 ปี สังคมก็ได้เห็นชัดเจนว่า ผลพวงของการรัฐประหารนั้นคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีปัญหามากในขณะนี้ และต้องยอมรับความเป็นจริงเช่นเดียวกันว่า คำพูดของคณะรัฐประหารชุดปัจจุบันที่บอกว่าจะมาปฏิรูปนั้น ไม่ได้มีการกระทำอะไรที่ส่งผลเป็นรูปธรรมเลย มิหนำซ้ำ สิ่งที่เหลือเชื่อที่สุดขณะนี้ก็คือบรรดาพฤติกรรมที่คณะรัฐประหารที่เคยประณามนักการเมือง และพรรคการเมืองเอาไว้ วันนี้คนที่จะสนับสนุนท่านกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือมีอำนาจต่อ ทำเสียเอง และทำมากกว่าเดิมด้วย
“ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าการเมืองจะโยนทุกอย่างให้กับทหารไม่ได้ ผมเห็นด้วยว่ามีหลายปัจจัยซึ่งอาจจะมองได้ว่า มีการกระทำบางสิ่งบางอย่าง ไปขัดกับผลประโยชน์ตรงนั้นตรงนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงื่อนไขการรัฐประหาร 2 ครั้ง ที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากความขัดแย้งบนท้องถนน ซึ่งลุกลามไปจากปัญหาการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของรัฐ แม้จะมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมาตั้งต้นกันก็คือว่า ถ้าไม่อยากจะอยู่ในวงจรอย่างนี้” หัวหน้าปชป.กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)เลือกตั้งก็ประกาศแล้ว ต้องมาทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม หรือสุจริตเที่ยงธรรมเสียก่อน ถ้าเริ่มต้นด้วยการเลือกตั้งที่ทุจริต ไม่ว่าจะด้วยการใช้เงิน ไม่ว่าจะด้วยการใช้อำนาจรัฐ ตนรับรองได้ว่าเรากำลังเพาะเชื้อสำหรับปัญหาวิกฤติทางการเมืองครั้งต่อไป ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ต้องทำหน้าที่ แต่สำคัญไม่แพ้กันก็คือทุกฝ่ายในสังคม ต้องไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ต้องมีการกดดันให้องค์กรอิสระนี้ ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างแท้จริง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หากเลือกตั้งเสร็จแล้ว กติกาเที่ยวนี้ก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ตนเรียกร้อง และยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า วุฒิสมาชิก 250 คน ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน อย่าฝืนตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร มิฉะนั้นท่านก็กำลังเพาะเชื้อความขัดแย้งรอบต่อไป นี่เป็นจุดยืนที่ตสคิดว่าอยากจะเห็นทุกพรรคการเมืองยืนยันตรงนี้ และคนที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ต้องเรียนรู้จากในอดีต ความซื่อสัตย์ สุจริต และการใช้อำนาจอยู่ในขอบเขตของรัฐบาลตามหลักประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม คือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่มีเงื่อนไขในการที่จะไปทำรัฐประหาร คอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องวาทกรรมนะครับ เป็นเรื่องใหญ่ และการใช้อำนาจ การวางตัวของนายกรัฐมนตรี มันก็จะเป็นตัวบ่งบอกวุฒิภาวะของประชาธิปไตย หลายคนมาจากการเลือกตั้ง มีสภาเป็นผู้บริหาร กลับหนีสภา เราต้องให้คนที่ไปเป็นรัฐบาลแม้จะมาจากการเลือกตั้งรู้ว่าที่ได้รับการเลือกตั้งไปนี้ ให้ไปผลักดันนโยบาย ไม่มีหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ไม่มีหน้าที่ใช้กลไกของรัฐตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคง หรือข้าราชการกลุ่มอื่นๆ ข่มขู่ คุกคาม จำกัดเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ไม่มีหน้าที่ไปข่มขู่ให้ธุรกิจไปข่มขู่สื่อในการปิดปากไม่ให้มีการตรวจสอบ เราต้องเอาคนที่เป็นผู้นำที่มีวุฒิภาวะประชาธิปไตยจริงๆ จึงจะรักษาประชาธิปไตยได้
“เรายืนยันว่า ถึงเราจะมาจากประชาชน ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เราจะไม่เอาอำนาจที่ประชาชนมอบให้ไปใช้ในทางที่ผิด จะสร้างมาตรฐาน บรรทัดฐานในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันที่ถูกต้อง รัฐมนตรีสมัยผมแค่มีเรื่องอื้อฉาวก็ออกก่อน เพื่อปิดโอกาสให้มีการสอบ แม้ต่อมาจะไม่ผิด และเราจะมีนโยบายาเรื่องของการกระจายอำนาจ เลือกผู้ว่าฯ ลดความเหลื่อมล้ำผ่านระบบสวัสดิการ ปฏิรูประบบภาษีและอื่นๆ นี่คือสิ่งที่ผมถึงบอกว่า เราอาสาตัวเข้ามาเพื่อรักษาประชาธิปไตย เพราะปชป. ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” หัวหน้าปชป.กล่าว
ที่มา มติชนออนไลน์