เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
News ‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
Biz Movement SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
Business คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
SUZUKI eVITARA รถอีวีที่ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
Automotive SUZUKI eVITARA รถอีวีที่ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
กองทัพภาคที่ 1 ซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ แนะประชาชนเลี่ยงเส้นทาง
News กองทัพภาคที่ 1 ซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ แนะประชาชนเลี่ยงเส้นทาง
นายกฯ ลงนาม ‘ไทย–ภูฏาน’ ร่วมมือด้าน พลังงานสะอาด-การเงินภาคเกษตร
Politics นายกฯ ลงนาม ‘ไทย–ภูฏาน’ ร่วมมือด้าน พลังงานสะอาด-การเงินภาคเกษตร
‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ต้องลงมือ ‘สร้าง’
สามัญสำนึก ‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ต้องลงมือ ‘สร้าง’
ออมสิน ปลุกกระแสการออมยุคใหม่ “วัน(อวด)ออมแห่งชาติ” คึกคัก
Finance ออมสิน ปลุกกระแสการออมยุคใหม่ “วัน(อวด)ออมแห่งชาติ” คึกคัก
จัดใหญ่กอล์ฟ 50 ปี ประชาชาติ 23 พ.ย.
ข่าวหน้า 1 จัดใหญ่กอล์ฟ 50 ปี ประชาชาติ 23 พ.ย.
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจจีนปี 2019 ความท้าทายจากนโยบายการค้าสหรัฐ

04 ก.พ. 2562 | 12:24น.

คอลัมน์ ช่วยกันคิด

โดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย

ในขณะที่ประเทศจีนพยายามทำให้ประชาคมโลกเห็นความเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น ความร่วมมือ RCEP และโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นต้น ซึ่งทำให้จีนมีอิทธิพลกับประเทศขนาดเล็กต่าง ๆ มากขึ้นในฐานะคู่ค้า หรือผู้ลงทุนรายใหญ่นั้น จีนเองกลับโดนท้าทายอย่างมากจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของตน สงครามการค้าได้เกิดขึ้นระหว่างเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งกับอันดับสองของโลก และส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2018 เป็นต้นมา คำถามที่ตามมาคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้มีลักษณะอย่างไร และธุรกิจไทยควรเตรียมรับมืออย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้มีองค์ประกอบสำคัญ คือ ความเชื่อมั่น ทั้งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่จะขยายการลงทุน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่จะจับจ่ายใช้สอย สาเหตุที่มองไปที่เรื่องความเชื่อมั่น เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่จีนต้องเจอกับการท้าทายจากคู่ค้าที่อาจมีอำนาจต่อรองมากกว่า และอาจมีความได้เปรียบมากกว่าในบางมิติ เช่น มูลค่าการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐที่สูงถึงราว 5 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าสหรัฐของจีน มีไม่ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของจีนที่จะตอบโต้สหรัฐโดยใช้ภาษี เป็นต้น

นอกจากนี้ ลักษณะของสินค้าที่จีนส่งไปสหรัฐเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งการชะลอลงของการส่งออกจะส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนของเอกชนและการจ้างงาน ต่างจากสินค้าที่สหรัฐส่งไปจีนที่เป็นสินค้าเกษตร ซึ่งการชะลอลงน่าจะมีผลกระทบการลงทุนเอกชนและการจ้างงานค่อนข้างน้อย ด้วยความแตกต่างเหล่านี้ ผู้บริโภคและนักธุรกิจของจีนจึงมีความกังวลค่อนข้างมากเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงานและอนาคตของรายได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นในการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (China Consumer Confidence Index) และของภาคธุรกิจ (IHS Markit China Business Outlook)

สำหรับผู้บริโภค ความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเริ่มมีผลต่อการใช้จ่ายในสินค้าที่มีมูลค่าสูง หรือต้องใช้สินเชื่อ เช่น รถยนต์ และบ้าน เป็นต้น โดยช่วง 4 เดือนสุดท้ายปี 2018 ยอดขายรถยนต์ในจีนลดลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2017 และเนื่องจากยอดขายรถยนต์มีสัดส่วนเกือบ 30% ในยอดค้าปลีกในประเทศทั้งหมด จึงเป็นเหตุให้การเติบโตของยอดค้าปลีกลดลงเหลือแค่ 8% จากที่เคยเติบโตได้ 9-10% ตอนต้นปี

ในส่วนของภาคธุรกิจ ภาคการผลิตชะลอตัวลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2018 โดยสิ่งที่มีผลกระทบกับประเทศไทยค่อนข้างมากคือ การลดการนำเข้าสินค้าเพื่อภาคการผลิต ซึ่งน่าจะเป็นการที่ผู้ประกอบการในจีนเตรียมรับมือกับยอดการส่งออกที่จะลดลงในระยะต่อไป ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ถูกต้องเพราะยอดส่งออกโดยรวมของจีนหดตัวในเดือนธันวาคม 2018

ผู้เขียนมองว่าสำหรับไตรมาสแรกของปี 2019 นี้ ยังมีความเสี่ยงที่ความตึงเครียดเกี่ยวกับสงครามการค้าจะกดดันความเชื่อมั่นของภาคเอกชนจีนต่อไป แม้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้หารือกันระหว่างการประชุม G20 ที่อาร์เจนตินา เมื่อ 1 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งสองฝ่ายหยุดตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันเป็นเวลา 90 วัน เพื่อหันมาเจรจาและหาข้อสรุปร่วมกันให้ได้ภายใน 1 มีนาคม 2019 ก็ตาม

เป้าหมายที่ทางสหรัฐกำหนดไว้สำหรับช่วง 90 วันนี้ คือ การบรรลุข้อตกลงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน ที่จะทำให้สหรัฐลดการขาดดุลการค้าจากจีนได้ และสามารถเข้าไปลงทุนในจีนได้โดยเสรีมากขึ้น โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องเปิดเผยเทคโนโลยี เป็นต้น

ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า คงไม่สามารถเป็นไปได้ในระยะเวลาอันสั้น สิ่งที่อาจคาดหวังได้มากกว่า คือ การเพิ่มระยะเวลาการเจรจา โดยทางการจีนมีทีท่าอ่อนลงเล็กน้อย หลังเริ่มเข้าซื้อผลผลิตเกษตรสำคัญอย่างถั่วเหลืองในช่วงเดือนธันวาคม รวมทั้งลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐมาอยู่ที่ระดับ 15% จาก 40% และล่าสุดหลังการเจรจาเจ้าหน้าที่ระดับสูงนัดแรกในช่วง 7-9 มกราคม 2019 ตัวแทนสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุว่า การเจรจามีความคืบหน้า โดยจีนได้ให้สัญญาว่าจะซื้อสินค้าจำนวนมากจากสหรัฐทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร พลังงาน รวมถึงสินค้าในภาคการผลิตและบริการ แต่ทั้งหมดนี้ยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก

ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ สหรัฐอาจปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีน มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จาก 10% เป็น 25% และในกรณีแย่กว่านั้นคือการประกาศเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าจีนอีก 2.67 แสนล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นชนวนให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ต่ำกว่ากรอบ 6.0-6.5% ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินได้

การชะลอตัวของกำลังซื้อจากจีนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจไทยควรเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้าในปีนี้ ในปัจจุบันตลาดจีนมีความสำคัญมาก โดยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นประมาณ 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดมูลค่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี และมีนักท่องเที่ยวมาไทยเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศทั้งหมดปีละเกือบ 40 ล้านคน นอกจากนี้ ชาวจีนเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในระยะหลังอีกด้วย

ในส่วนของภาคการส่งออก หากปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวจีนยังมีอยู่ต่อไป ยอด retail sales ในจีนก็มีโอกาสที่จะชะลอตัวลงเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งนี้ สินค้าฟุ่มเฟือยที่ไทยส่งออกไปจีนส่วนใหญ่ คือ สินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและอัญมณี ส่วนยอดขายรถยนต์ก็มีความเสี่ยงที่จะหดตัวต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในสินค้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ ยางรถยนต์ รวมถึงรถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าส่งออกที่เป็นสินค้าขั้นกลางใน supply chain ของผู้ผลิตจีน เช่น ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจร ของใช้ในบ้านและออฟฟิศ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ก็มีแนวโน้มชะลอตัวต่อไปเช่นกัน

สำหรับการท่องเที่ยว จากการสำรวจเรื่องการท่องเที่ยวโดยความร่วมมือกันระหว่าง Nielsen และ Alipay ในปี 2017 ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นที่ที่ให้ความคุ้มค่ากับนักท่องเที่ยว (excellent value for overseas travel) จึงน่าจะยังดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ อย่างไรก็ดี หากคนจีน

ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง ก็อาจลดการช็อปปิ้งในต่างประเทศได้ ซึ่งจากการสำรวจของ Nielsen และ Alipay ชาวจีนใช้จ่ายเกี่ยวกับการช็อปปิ้งมากถึง 762 ดอลลาร์ หรือราว 25% ของงบประมาณในการท่องเที่ยว สูงกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ใช้แค่ 486 ดอลลาร์ หรือ 15%

โดยชาวจีนนิยมการซื้อของในร้าน duty-free เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทย ทั้งนี้ สินค้าที่คนจีนนิยมซื้อ ได้แก่ สินค้าเกี่ยวกับความงามและการดูแลผิวพรรณ สินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และของฝากทั่วไป ตามลำดับ

ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในที่ที่ชาวจีนนิยมซื้อบ้านในต่างประเทศ จากรายงานของ FT Confidential Research ชาวจีนนิยมซื้อที่ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน หรือราว 5 ล้านบาท อยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี ตามลำดับ ซึ่งความเชื่อมั่นที่ลดลง ย่อมน่าจะส่งผลให้ชาวจีนชะลอการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ความเสี่ยงนี้เป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญเช่นกัน โดยมีการเปิดเผยข้อมูลว่าในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2018 ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยพึ่งพาอุปสงค์จากต่างชาติถึง 31% หรือเป็นมูลค่าการซื้อขายเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ดังนั้น ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์คงต้องปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับอุปสงค์จากต่างชาติที่อาจชะลอลงได้

ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่จีนกำลังเผชิญได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของชาวจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปี 2019 เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนการตลาดและการลงทุนได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ดี ประเทศจีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงหลายฝ่ายประเมินว่าประเทศใหญ่อื่น ๆ ทั่วโลกก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น ด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้น ผู้เขียนมองว่าการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะด้านสภาพคล่อง ควรเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญมากขึ้นเป็นพิเศษในปีนี้