กกต.แถลงสรุปภาพรวมรับสมัครส.ส. ทั่วประเทศ มี 58 พรรค ยอดทะลุ 5,831 คนทุบสถิติปี’54
กกต.แถลงสรุปภาพรวมรับสมัครส.ส. ทั่วประเทศ มี 58 พรรค ยื่นสมัคร “ปชป.” ส่งมากสุด 341 เขต ส่วนพปชร. ส่ง 335 เขต ชี้ ยอดสมัครพุ่งกว่าปี 54 สะท้อนความตื่นตัวทางการเมือง พร้อมส่งฝ่ายกฎหมายสอบผู้สมัครเพื่อชาติ เปลี่ยนชื่อ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. แถลงผลการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศในวันแรกว่า มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร 58 พรรค โดยเป็นการส่งสมัครครบทั้ง 350 เขต รวมจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 5,831 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์ มียอดส่งผู้สมัครสูงสุด 341 เขต พรรคพลังประชารัฐ 335 เขต พรรคเสรีรวมไทย 333 เขต พรรคอนาคตใหม่ 330 เขต พรรคภูมิใจไทย 325 เขต และพรรครวมพลังประชาชาติไทย 310 เขต พรรคประชาภิวัฒน์ 297 เขต พรรคพลังท้องถิ่นไท 285 เขต พรรคเพื่อชาติ 283 เขต พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 279 เขต ส่วนจังหวัดที่มีผู้สมัครมากที่สุด อยู่ที่เขตเลือกตั้งที่ 9 จังหวัด ขอนแก่น ซึ่งมีผู้สมัครมากถึง 27 คน ในส่วนของการสมัครแบบบัญชีรายชื่อ มีพรรคไทยธรรมและพรรคสังคมประชาธิปไตย เข้ายื่นสมัครรวม 2 พรรค
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการขยับเพิ่มขึ้นของจำนวนพรรคการเมืองที่ส่งสมัคร เนื่องจากแต่ละพรรคได้ทยอยเข้าแจ้งต่อกกต.ว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎหมายครบทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ มีทุนประเดิม 1 ล้านบาท มีสมาชิกที่ชำระเงินค่าธรรมเนียมพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน แก้ไขข้อบังคับพรรคใหม่ และตั้งสาขาพรรคหรือตัวแทนประจำจังหวัดครบ ส่วนพรรคการเมืองที่ยังปฏิบัติตามเงื่อนไขไม่ครบถ้วนยังมีเวลาจนถึงปิดการรับสมัคร ทั้งนี้ ภายหลังการรับสมัครวันสุดท้าย 8 กุมภาพันธ์ จะเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ โดยกกต.จะทยอยส่งรายชื่อผู้สมัครไปให้หน่วยงานต่างๆตรวจสอบ หากไม่พบลักษณะต้องห้ามจะประกาศรับรองการสมัครอย่างเป็นทางการ
“ต้องยอมรับว่าจำนวนผู้สมัครวันแรก 5,831 คน เป็นจำนวนที่มากเกินความคาดหมายของกกต. และยังเป็นจำนวนผู้สมัครที่มากกว่าผู้สมัครในปี 54 ซึ่งมีผู้สมัครประมาณ 2,000 คน สะท้อนถึงความตื่นตัวอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง แม้ว่ากฎหมายใหม่การจัดตั้งพรรคการเมืองจะมีข้อกำหนดและรายละเอียดจำนวนมากก็ตาม” เลขาธิการกกต. กล่าว
ผู้สื่อข่าวถาม ถึงกรณีผู้สมัครจากพรรคการเมืองหนึ่งทยอยเปลี่ยนชื่อเป็น”ทักษิณและยิ่งลักษณ์” เลขาธิการกกต.กล่าวว่า เพิ่งเห็นจากข่าวในช่วงบ่ายวันนี้ ปกติการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเป็นอำนาจของนายทะเบียน โดยจะส่งข้อมูลให้ฝ่ายกฎหมายรับไปตรวจสอบ
“สำหรับการหาเสียงขอให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆให้ดี โดยกกต.กับพรรคการเมืองได้มีการประสานข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด ยกตัวอย่างกรณีการนำแนวคำพิพากษามาแจ้งเตือนเรื่องรถแห่หาเสียง ซึ่งอาจถูกร้องเรียนและตีความเป็นงานรื่นเริง เป็นผลให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นความเสี่ยง”พ.ต.อ.จรุงวิทย์
กล่าว
ที่มา มติชนออนไลน์