เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“เอ็มจีซี” ลั่นปี”62 ขอโต 15% ปรับพอร์ตธุรกิจเพิ่มแบรนด์รถยนต์ 3 ยี่ห้อ

19 ก.พ. 2562 | 16:35น.

เอ็มจีซี เอเชียสยายปีกบุกตลาดรีเทลรถยนต์ เตรียมคว้าสิทธิ์ขายรถเข้าพอร์ตอีกระลอก เผยความพร้อมกว่า 80% เดินหน้าจดทะเบียนเข้าตลาดอย่างช้าต้นปีหน้า ส่วนปีนี้เน้นลงทุนกว่า 250 ล้านบาทพัฒนาด้านระบบและโครงข่ายเพื่อรองรับ 5 จี และการเติบโตในอนาคต

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด กล่าวยอมรับกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเจรจา เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อีก 1-2 แบรนด์เข้ามาในพอร์ต จากปัจจุบันที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ 6 ยี่ห้อ ได้แก่ โรลส์-รอยซ์, มาเซราติ, แอสตัน มาร์ติน, บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ,

ฮอนด้า และภายในปีนี้บริษัทจะได้รับสิทธิ์ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อีกอย่างน้อย 1-2 ยี่ห้อด้วย ซึ่งจะมีความชัดเจนออกมาให้เห็นราวเดือนมีนาคมนี้

“ตอนนี้เราอยู่ระหว่างการเซตทีมงานทีมผู้บริหารที่เข้ามารับหน้าที่ดูแลแบรนด์และการดำเนินธุรกิจจริง ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนออกมาให้เห็นในเดือนมีนาคมนี้ และการขยายครั้งนี้ของเอ็มจีซีกรุ๊ปเราจะทำเข้ามาเป็นกลุ่ม ซึ่งคงจะเปิดเผยได้ในอีกไม่นาน”

เบื้องต้นจะเป็นการเปิดตัวในลักษณะของการเปิดตัว “แบรนด์” ก่อน เพื่อสร้างแบรนด์และกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการรับรู้ก่อน จากนั้นเราก็พร้อมจะเดินหน้าทำตลาดอย่างจริงจัง และกลุ่มเอ็มจีซีของเราก็มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสำหรับการลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจในเครือ

สำหรับปีนี้ โดยเน้นนโยบายหลักคือการจับมือหรือควบรวมกับบริษัทพันธมิตร, การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแข็งแกร่ง, การขยายเครือข่ายบริการหลังการขายอย่างเพียงพอ และรวมไปถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลและระบบ 5 จีที่จะมาเพื่อรองรับการดำเนินการธุรกิจและการให้บริการ ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนในเฟสแรกไปแล้ว และปีนี้จะมีการลงทุนต่อเนื่องในเฟส 2 และ 3 ภายใต้งบฯลงทุน 70-100 ล้านบาท เพื่อไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์ปี 2020 หรือ vision 2020 เพื่อมุ่งสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ พร้อมบริการครบวงจรในประเทศไทยและอาเซียน

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท โตกว่า 15% โดยแบ่งเป็นอัตราการเติบโตของกลุ่มธุรกิจรถใหม่ 20% และกลุ่มธุรกิจการบริการหลังการขาย 9% กลุ่มธุรกิจรถเช่าเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา และธุรกิจประกันภัยอีกกว่า 30%

โดยบริษัทได้เตรียมความพร้อมให้กับทุกหน่วยธุรกิจในเครือ เพื่อรองรับ digital transformation เพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล 5.0 อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการนำระบบมาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่นมาใช้กับฐานลูกค้าของเรากว่า 500,000 ราย รวมทั้งลูกค้าผู้มุ่งหวังกว่า 700,000 ราย เพื่อวิเคราะห์และยกระดับการสื่อสาร พร้อมสร้างประสบการณ์กับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสร้างบริการแบบใหม่ที่ง่ายและสะดวก เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการยกความสะดวกให้แก่ลูกค้าให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น ด้วย “1286 MILLENNIUM AUTO CONNECT” ซึ่งเป็นช่องทางเชื่อมต่อยุคดิจิทัลครบวงจร สำหรับลูกค้า มิลเลนเนียม ออโต และล่าสุดบริษัทจะมีการแนะนำ “1334 HONDA SUMMIT CONNECT” ให้กับลูกค้าซัมมิท ฮอนด้าฯด้วยเช่นกัน

ส่วนแผนงานในกลุ่มรถยนต์อัลตราลักเซอรี่ จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งโรลส์-รอยซ์ รุ่น “คัลลิแนน” ซึ่งเป็นเอสยูวีสุดหรู, แอสตัน มาร์ติน ก็มี “วานเทจ” ใหม่, มาเซราติ “กิบลี่” รุ่นปรับโฉม และเรือยอชต์ อะซิมุท รุ่นล่าสุด “ฟลายบริดจ์ 66”

ขณะที่ในส่วนธุรกิจนายหน้าประกันภัยแมกซี่ฯก็เพิ่งมีการร่วมมือทางธุรกิจกับฮาวเด้น อินชัวรันซ์ โบรคเกอร์ส ซึ่งเป็นนายหน้าประกันภัยระดับโลก ภายใต้ชื่อใหม่ “ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์”

กลุ่มธุรกิจรถเช่าภายใต้มาสเตอร์ คาร์เร้นเทิล และแบรนด์ซิกท์ (SIXT) ได้มีการขยายเครือข่ายสาขาสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันมี 12 สาขาทั่วประเทศ ไทย 6 สาขาที่ประเทศมาเลเซีย และ 2 สาขาที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมแผนการลงทุนทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ พร้อมเตรียมงบฯลงทุนเบื้องต้นกว่า 250 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการมิลเลนเนียม

ออโต้ กรุ๊ป ลาดพร้าว สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู พรีเมี่ยม ซีเล็กชั่น และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ขยายศูนย์บริการรูปแบบใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู เซอร์วิส แฟคตอรี่ เอาท์เล็ต (SFO) ที่พระราม 4 และจะเปิดบีเอ็มดับเบิลยู เซอร์วิส เอาท์เล็ต โอนลี่ (SOO) ที่สุราษฎร์ธานี ขณะที่เอ็มเอ็มเอส บ๊อชคาร์เซอร์วิส ปัจจุบันมี 15 สาขาโดยปีที่ผ่านมาได้เปิดสาขาเพิ่มที่รังสิตและเพชรเกษม มีโครงการขยายเพิ่มอีก 8 สาขาในปีนี้ ทำให้ปีนี้บริษัทจะมีรายได้โตกว่า 10-15% มีรายได้ที่ 28,000 ล้านบาท เพิ่มจาก 25,000 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมียอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่กว่า 13,000 คัน ธุรกิจศูนย์บริการหลังการขายตั้งเป้าการบริการไว้กว่า 235,000 คัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในแต่ละกลุ่มและประเภทธุรกิจ บริษัทมั่นใจว่าภายในปี 2564-2565 บริษัทจะมีรายได้ระดับ 50,000 ล้านบาท

ส่วนความคืบหน้าของการเตรียมระดมทุนเพื่อจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น ดร.สัณหวุฒิกล่าวว่า ความพร้อมของบริษัทในเรื่องดังกล่าวขณะนี้มี 80-90% แล้ว เพียงแต่รอโอกาสที่เหมาะสมและความพร้อมเพื่อดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปี 2563 อย่างแน่นอน