อะไรขายดี…ต้องระวัง
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
โดย กษมา ประชาชาติ
เมื่อไม่นานมานี้สายข่าวภูมิภาคของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจรายงานถึงปัญหาเรื่องการส่งออกทุเรียนไปตลาดจีนว่าเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2561 จีนระบุให้การส่งออกทุเรียนจากไทยต่อไปต้องระบุเลขที่ Good Manufacturing Practices หรือ GMP ของโรงคัดบรรจุในใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) และต้องระบุว่า มาจากสวนไหน
หากพบแมลงอีกจะระงับการสั่งซื้อประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโรงแพ็กกิ้ง โรงคัดบรรจุรายย่อย รวมทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนเป็นลูกโซ่ เนื่องด้วยตลาดจีนเป็นตลาดหลักของการส่งออกทุเรียนคิดเป็นร้อยละ 80-90 มีมูลค่าการส่งออกในปี 2561 ที่ผ่านมารวม 30,186 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 36.60 จากปี 2560 ที่มีมูลค่า 22,098 ล้านบาท
การส่งออกทุเรียนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 ถือว่าไม่น้อยเลย หากเทียบกับการส่งออกไทยภาพรวมของประเทศในปี 2561 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 6.2
เหตุผลสำคัญที่มีการส่งออกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติทุเรียนของไทยที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจากกิจกรรมการโปรโมตและการเพิ่มช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่าน “อาลีบาบา” แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดังของจีน จนเกิดปรากฏการณ์ทำให้ยอดการสั่งซื้อทุเรียนทำสถิติ 80,000 ลูกในเวลาแค่ 1 นาที
ทันทีที่ทุเรียนก้าวขึ้นเป็นสินค้าส่งออกดาวรุ่งของไทยไปยังตลาดจีน ก็เกิดกระแสการรักษาสุขอนามัยตรวจสอบแหล่งที่มาที่ไป “สกัดดาวรุ่ง” เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเหตุการณ์ที่หน่วยงาน AQSIQ ได้กำหนดให้มีการตรวจสอบรับรองมาตรฐานโรงงานส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย เมื่อปี 2560 ซึ่งทางการจีนยกมาตรฐานที่เคยยกร่างไว้เมื่อปี 2558 ขึ้นมาใช้บังคับอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมคุณภาพความปลอดภัยสำหรับการนำเข้าข้าว พร้อมกับกำหนดให้ผู้ส่งออกและผู้แปรรูปข้าวจะต้องแจ้งรายชื่อเพื่อรับการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนกับ AQSIQ ว่าผ่านมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลา 2 ปีที่ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ทางการจีนดำเนินการตรวจสอบและรับรองโรงงานส่งออกข้าวของไทยได้เพียง 40-50 ราย ไม่ถึงครึ่ง จากจำนวนผู้ส่งออกข้าวไทยที่ขึ้นทะเบียนไว้ 134 ราย
เคสข้าวหอมมะลินั้นสร้างความเสียหายให้กับการส่งออกข้าวไทยไม่น้อย เพราะตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิเบอร์ 1 ของไทย จากก่อนปีนั้นไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 หลัก (2 digit) เช่นกัน แต่ต่อมาประเด็นดังกล่าวไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกเลย
ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2559 จีนได้เคยลดการนำเข้ามันเส้นจากไทย เนื่องจากมีการปิดท่าเรือเหลียนหยุนก่าง และท่าเรือรื่อจ้าว เนื่องจากพบว่า มีค่าฝุ่นละอองฟุ้งกระจายระหว่างการขนถ่ายสินค้า ประเด็นนั้นส่งผลให้ราคามันสำปะหลังของไทยในปีนี้ ตกต่ำลงไปเหลือ กก.ละ 1.20 บาท เพราะจีนเป็นตลาดมันเส้นหลัก 90%
ทั้งนี้ เคสตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมาทั้งหมดนี้เป็นการใช้มาตรการกับสินค้าส่งออกดาวเด่นที่ไทยพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก แต่ก็ใช่ว่าจะมองว่า “จีน” เป็นจำเลยเท่านั้น หากติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ก็จะเห็นว่าประเด็นการใช้มาตรฐานทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures : NTMs) เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในหลาย ๆ ตลาดส่งออกต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้น แต่มักจะเกิดกับสินค้าดาวเด่นที่ขายดี มียอดพุ่งจะต้องเฝ้าระวังทันที
อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการแก้ไขระหว่างภาครัฐทั้งสองประเทศ เพื่อหาทางออกตามสูตรที่เรียกว่า win-win ชนะทั้งสองฝ่ายถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำ เพราะไม่เพียงจะปลดล็อกช่วยให้ส่งออกสินค้าต่อเนื่องไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคชาวจีนซึ่งจะมีสินค้าที่มีมาตรฐานถูกสุขอนามัยเป็นทางเลือก เรียกว่า win-win ไม่ใช่มุ่งแต่กล่าวโทษ สร้างความระแวงกันไปมา ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใครเลย