คอลัมน์ ช่วยกันคิด
โดย ดร.นครินทร์ อมเรศ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธปท
“การคิดและการทำให้มากขึ้นในกรอบความคิดเดิมอาจจะไม่เพียงพอ การจัดการกับปัญหาหลายเรื่องอาจต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่และวิธีการทำงาน “เชิงรุกมากขึ้น”” เป็นคำกล่าวของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ขอนำมาเริ่มต้นบทความเพื่อตอบคำถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร
บทความตอนก่อนได้สรุปว่าเศรษฐกิจไทยโตมาด้วยการปรับโครงสร้างผ่านการจัดสรรแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเอื้อให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่น สามารถรองรับการปรับตัวของภาคธุรกิจ
เมื่อมองไปข้างหน้า กระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้สร้างอุปสรรคต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในรูปแบบเดิม ๆ ทั้งจากอายุเฉลี่ยของแรงงานที่สูงขึ้น จึงรับมือกับการปรับตัวได้ยาก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดที่ทำให้นายจ้างต้องการแรงงานที่มีทักษะใหม่ ๆ ซึ่งไม่มีสอนในสถาบันการศึกษา
ตลอดจนความไม่แน่นอนเศรษฐกิจและการเมืองโลก ที่ทำให้เราไม่อาจแน่ใจได้ว่านักลงทุนต่างชาติบางส่วนที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาที่ไทยในวันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งการค้าโลก จะไม่ย้ายโรงงานไปยังประเทศอื่นในอนาคตหลังสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
แนวทางจัดการปัญหาด้วยกรอบความคิดใหม่ และวิธีการทำงานเชิงรุก จึงเป็นหัวข้อที่ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันคิด และขอหยิบยกการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันมาแสดงเป็นตัวอย่างกล่าวคือ ในอดีตนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจะให้ความสำคัญต่อมุมมองแบบ
“นกแลดิน” ซึ่งเมื่อมองลงจากท้องฟ้าย่อมพบเห็นดาดฟ้าของอาคารเป็นสิ่งแรก ๆ เปรียบได้กับการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่มีตัวเลขการเติบโตสูง มีอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานต่ำ อันอาจเกิดจากการเติบโตได้ดีของกลุ่มทุน ธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ไม่แน่เสมอไปว่าผลบวกนั้นได้ส่งผ่านไปยังแรงงานและประชาชนอย่างเต็มที่หลายภาคส่วนจึงเคลือบแคลงใจในตัวเลขเศรษฐกิจว่าจะดีได้อย่างไร ในเมื่อคนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับปัญหาปากท้อง แต่อาจเป็นการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มที่ปรับตัวได้และไม่ได้
การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจึงได้เพิ่มเติมมุมมองแบบ “กระต่ายหมายเดือน” ซึ่งติดตามภาวะเศรษฐกิจในระดับจุลภาคทั้งรายได้ประชาชน และผลประกอบการของภาคธุรกิจ โดยจำแนกย่อยออกเป็นหลายแง่มุมทั้งในด้านที่ตั้งตามภูมิศาสตร์ สาขากิจกรรม และสภาพสังคม ผู้ดำเนินนโยบายจึงสามารถประเมินผลของมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างถี่ถ้วนและชั่งน้ำหนักการตัดสินใจได้อย่างครบถ้วน
เพื่อให้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจะขอหยิบยกแนวทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจการเกษตรและแรงงาน ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญและมีผลกระทบในวงกว้างผ่านจำนวนคนที่เกี่ยวข้องมากที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ดังนี้
1.การปรับเป้าหมายเศรษฐกิจด้านเกษตรจากการให้ความสำคัญที่ราคาสินค้าเกษตร ในมุมมองของนกมาเป็นมองแบบกระต่ายด้วยการให้ความสำคัญกับรายได้ที่เหลือถึงมือเกษตรกร ทั้งนี้ สินค้าเกษตรมีราคาที่ผันผวนทั้งในประเทศและตลาดโลก จึงถูกกำหนดโดยหลากหลายปัจจัยทั้งจากสภาพดินฟ้าอากาศ ความต้องการของผู้ซื้อ และแนวทางดำเนินธุรกิจของคู่แข่ง จึงแทรกแซงและควบคุมได้ยาก
ดังนั้น การที่หลายหน่วยงานภาครัฐร่วมกันใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) วิเคราะห์เชิงลึกเพื่อคาดการณ์และติดตามพัฒนาการผลผลิต ราคา ต้นทุน และหนี้สินของเกษตรกร โดยตั้งเป้าหมายในการยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงการสนับสนุนด้านราคาเพียงอย่างเดียว จึงมีส่วนช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรให้สูงขึ้นได้ ในขณะที่ภาครัฐเองก็สามารถลดภาระการคลังซึ่งเกิดจากการใช้เงินงบประมาณพยุงราคาสินค้าเกษตรดังเช่นในอดีต
2.การประเมินตลาดแรงงานไทยเพิ่มเติมจากการติดตามเพียงอัตราการว่างงาน ซึ่งเป็นมุมมองแบบนกผ่านสายตากระต่ายที่ติดตามเครื่องชี้หลายด้าน เช่น รายได้ ชั่วโมงการทำงาน ความต้องการแรงงาน และแนวโน้มการจ้างงานของนายจ้าง เป็นต้น
จึงช่วยให้ภาครัฐเข้าใจตลาดแรงงานได้ลึกซึ้ง สามารถดำเนินนโยบายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ได้แก่ การดูแลแรงงานที่ยังปรับตัวไม่ได้ ไปจูงใจให้พัฒนาทักษะที่ตรงความต้องการของตลาด
ปัจจัยหลักที่จะกำหนดความสำเร็จของการเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คงต้องขึ้นกับการที่พวกเราทุกคนสามารถปรับตัวภายใต้กรอบความคิดใหม่ ๆ
ผ่านการผสมผสานมุมมองแบบนกและกระต่าย ทั้งภาคประชาชนในฐานะทุนมนุษย์และกำลังซื้อหลัก ภาคธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ รวมถึงภาครัฐที่ต้องจัดโครงสร้างการกำกับดูแลที่เหมาะสม ไม่เป็นอุปสรรคของกระบวนการสร้างนวัตกรรมและการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีผลิตภาพสูงขึ้น และมีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างเท่าทัน และเดินหน้าการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย