ข้าวเปลือกทรง ข้าวสารร่วง จีนสต๊อกบาน “ผลัก” ญวนแข่งข้าวไทย
สัมภาษณ์
โอกาสที่การส่งออกข้าวไทยจะทะลุยอด 11 ล้านตัน เหมือนปี 2561 ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเสียแล้ว เพียงเปิดฉากเดือนมกราคมปรากฏประเทศไทยสามาถส่งออกข้าวไปได้ 9.51 แสนตัน หรือลดลงร้อยละ 1 จากปีก่อนในช่วงเดียวกันที่ส่งออกได้ 9.66 แสนตัน โดยการส่งออกข้าวที่ลดลงตั้งแต่ต้นปีเป็นผลมาจากปัจจัยลบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จีนในฐานะประเทศคู่สัญญา G to G กับรัฐบาลไทยมีข้าวเหลืออยู่ในสต๊อกจำนวนมหาศาลและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งซื้อข้าวในช่วงนี้
ส่วนประเทศคู่แข่งขันก็ผลิตข้าวจากการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งรสชาติและผลผลิตต่อไร่ได้มากกว่าข้าวไทย ด้านการส่งออกเองก็เกิดการขายแข่งตัดราคากันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มโรงสีข้าวที่ผันตัวมาเป็นผู้ส่งออกมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลไม่มีสต๊อกข้าวตกค้างจากโครงการรับจำนำข้าวในอดีตอีกแล้ว “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “สมบัติ เฉลิมวุฒินันท์” ประธานบริษัท เอเซียโกลเด้นไรซ์ ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของประเทศถึงกลยุทธ์การฝ่าวิกฤตปีนี้
ข้าวเปลือกราคาทรง ๆ
ภาพปีนี้ผมมองว่าหนักทุกคนรวมทั้งชาวนาด้วย ในส่วนของชาวนาภาคอีสานอาจจะดีเพราะราคาข้าวเปลือกแพงในช่วงต้นฤดู ส่วนชาวนาภาคกลางจะเหนื่อยหน่อย แต่โรงสีจะหนักที่สุด อย่างตอนนี้เกิดสถานการณ์ข้าวเปลือกทรงตัวสูง แพง แต่ข้าวสารที่ซื้อขายกันในประเทศราคากลับลดลง โดยในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาราคาข้าวสารลดลงไปตันละ 300-400 บาท ขณะที่ข้าวเปลือกราคาไม่ลดลงเลย แต่ก็ยังเป็นราคาที่ชาวนาไม่ happy โดยราคาข้าวแห้งตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 7,800-8,000 บาท จึงเกิดปัญหาว่า โรงสีไม่มีมาร์จิ้น บางรายต้องเอารายได้ทุกเม็ดมาคิด ทั้งค่าแกลบ ค่ารถบรรทุก ซึ่งจากเดิมไม่ได้คิดกัน
ปรากฏการณ์นี้มีความเชื่อมโยงกับตลาดส่งออกข้าวด้วย เนื่องจากปีนี้เวียดนามส่งออกข้าวผ่านชายแดนไปยังประเทศจีนได้ลดลง รัฐบาลจีนเองก็มีสต๊อกข้าวปริมาณมากจึงชะลอการนำเข้าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้ราคาข้าวเวียดนามลดลงเลย โดยข้าวขาวที่เคยขายตันละ 380-390 เหรียญสหรัฐ ก็ปรับลดลงมาเหลือตันละ 340-350 เหรียญ ราคาข้าวหอมมะลิจัสมินตันละ 550 เหรียญ เหลือ 450 เหรียญ ก็มากดดันราคาข้าวไทย
สต๊อกข้าวของจีนน่าห่วง
จริง ๆ แล้วจีนอาจจะไม่จำเป็นต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเลยก็ได้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลจีนช่วยเหลือชาวนาภาคเหนือและภาคตะวันออกมีการรับจำนำข้าวเข้าไปไว้ในสต๊อกเป็นจำนวนมาก ปีก่อน (2561) จีนได้ทยอยระบายสต๊อกข้าวที่ผลิตจากปี 2013/14 ส่วนปีนี้ก็จะระบายข้าวของปี 2014/15 ซึ่งจุดนี้จะมีผลต่อข้าวไทยในแง่ที่เวียดนามไม่สามารถส่งข้าวออกไปจีนได้ก็จะหวนกลับมาแข่งขันส่งออกข้าวในตลาดเดียวกันกับไทย เช่น ตลาดมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จากที่ไทยเคยส่งข้าวออกได้มาก ๆ ปีนี้ก็จะไม่มากแล้ว เพราะต้องแข่งราคากับข้าวเวียดนาม
อีกด้านผู้ส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดแอฟริกาต้องเหนื่อยมากเพราะจีนเองนอกจากจะไม่นำเข้าข้าวในปีนี้ แล้วยังส่งออกข้าวขาวจากสต๊อกที่เป็นข้าวเก่าไปยังตลาดแอฟริกาซึ่งเป็นตลาดเดียวกับข้าวไทยด้วย โดยระดับราคาข้าวขาวที่เก็บมานานย่อมจะถูกกว่าราคาข้าวใหม่ของประเทศไทย ส่วนไทยเองก็ไม่มีสต๊อกข้าวสารเก่า (สต๊อกข้าวจากโครงการรับจำนำ) ไปสู้แล้ว เพราะรัฐบาลระบายสต๊อกข้าวหมดแล้ว และเรายังมีปัญหาบาทแข็งอีก ทั้งนี้คงหนีไม่พ้นที่จะต้องสู้ราคากันอย่างหนัก
ส่วนตลาดข้าวนึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะจีนยังผลิตข้าวนึ่งได้เพียงเดือนละ 20,000 ตัน หรือปีละ 200,000 ตัน
โรงสีแห่มาทำส่งออก
ใคร ๆ ก็สามารถส่งออกข้าวได้ ผมว่ามันไม่ผิด สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนขยับเข้ามาแข่งขัน อย่าว่าแต่โรงสีหั่นราคาข้าวเลย ผมก็ต้องสู้ราคาด้วย เพราะเวลาอยู่บนเวทีเราต้องชกทุกคน มันเป็นเรื่องการค้า ถ้าไม่สู้ราคาตลาดข้าวก็หาย แต่การค้าข้าวไม่ใช่ซื้อวันนี้ขายวันนี้ แต่จะเป็นไปในลักษณะเก็งกำไรมากขึ้น ใครมอง “ขึ้น” ก็ซื้อข้าวก่อนไปขาย ถ้ามอง “ลง” ขายข้าวก่อนแล้วค่อยซื้อ สินค้าเกษตรมีขึ้น-ลง ไม่ใช่ว่าทุกโรงสีที่ไปทำส่งออกแล้วจะสามารถทำกำไร อาจจะขาดทุนก็ได้ มันไม่แน่ หากถามว่าผมได้เปรียบอะไร ผมได้เปรียบในแง่ที่ว่าผมมีโรงสีในเครือและโกดังขนาดใหญ่ที่จะสามารถซื้อข้าวเข้ามาเก็บแล้วค่อย ๆ ทยอยขายได้ แต่ต้นทุนของเราต้องดูแลพนักงาน อาจจะไม่เหมือนกับผู้ส่งออก-โรงสีที่ทำกันเองในครอบครัว อนาคตผมว่าช่องทางมันจะแคบลง
สถานการณ์ส่งออกข้าวปีนี้ตามที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวได้คาดการณ์เป้าหมายการส่งออกปีนี้ไว้ที่ 9.5 ล้านตัน หรือลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 11 ล้านตันนั้น ผมว่าส่งข้าวออกได้ 9.5 ล้านตันได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะสถานการณ์ปีนี้มันมีหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบ ทั้งจีน เวียดนาม ค่าเงิน ส่วนตลาดมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดข้าวหลักก็ย่อมจะมีการซื้อ-ขายประจำอยู่แล้ว แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ทำไมเค้าซื้อข้าวจากไทยปริมาณเยอะมาก ก็เพราะเวียดนามคู่แข่งส่งออกสำคัญไม่ได้มุ่งตลาดกลุ่มนี้ แต่ส่งข้าวออกไปจีนเป็นหลักอย่างที่ผมบอกแต่ต้น
แต่สถานการณ์ขณะนี้เวียดนามกลับมาแข่งกับข้าวไทยในตลาดกลุ่มเดียวกัน ประกอบกับปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของไทยแข็งค่า ทำให้ราคาข้าวเวียดนามถูกกว่าข้าวไทยตันละ 30-40 เหรียญสหรัฐ
เร่งขาย G to G จีน
ทางผู้ส่งออกก็เร่งให้กรมการค้าต่างประเทศหาข้อสรุปการเจรจาขายข้าว G to G ให้กับรัฐบาลจีนที่ยังเหลือค้างอยู่ ซึ่งเท่าที่ทราบได้มีการเจรจากันแล้วในช่วงหลังปีใหม่ แต่ติดช่วงเทศกาลตรุษจีนจึงยังไม่ได้ข้อสรุป
หากมีคำสั่งซื้อในส่วนนี้เข้ามาก็จะช่วยเรื่องราคาข้าวในประเทศได้ เจรจามาก็จะเข้าสมาคมแบ่งตามสัดส่วนให้ผู้ส่งออกไปช่วยกันทำ