ปัจจุบันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้จริงหรือไม่ จากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์ของธุรกิจ “นิตยสารฟอร์บส์” รายงานอ้างข้อมูลจาก “เอ็มเอ็มซี” บริษัทร่วมลงทุนในลอนดอน และได้รับการสนุบสนุนการวิจัยจาก British bank Barclays ระบุว่า มากกว่า 40% ของบริษัทสตาร์ทอัพในยุโรป ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ “เอไอสตาร์ตอัพ” ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเอไอกับธุรกิจของพวกเขาเท่าที่ควรจะเป็น
จากจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพ 2,830 รายในยุโรปที่ถูกจัดว่าเป็นบริษัทเอไอ มีเพียง 1,580 บริษัทเท่านั้นที่ตรงตามคำนิยาม นั่นหมายถึงการใช้ประโยชน์จาก “เอไอ” ได้อย่างเหมาะสมหรือตามมาตรฐาน อ้างรีเสริชที่เปิดเผยในหน้า 99 ของรายงานประจำปี 2019 ระบุว่า มีหลายกรณีที่จัดว่ามีลักษณะหรือวิธีการที่ “ไม่ถูกต้อง” เพียงแค่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใกล้เคียงกับความสามารถของมนุษย์เท่านั้น
“เดวิด เคลเนอร์” หัวหน้าผู้วิจัยของเอ็มเอ็มซี กล่าวว่า ราว 40% ของกลุ่มบริษัทตัวอย่างที่ทำการสำรวจ ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า มีการใช้เอไอในบริษัทแต่อย่างใด สะท้อนว่า บริษัทซึ่งคนทั่วไปคิดว่าเป็นบริษัทเอไออาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอ นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า สตาร์ทอัพไม่จำเป็นต้องส่งเสริมเรียกตนเองว่าเป็น “บริษัทเอไอ” เพราะพวกเขาจะถูกจัดประเภทด้วยการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลโดยเว็บไซต์ของบุคคลที่สามอยู่แล้ว
“มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มบริษัทร่วมทุนที่ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพจะได้รับข้อมูลแบบผิดๆ” หัวหน้าผู้วิจัยของเอ็มเอ็มซี กล่าวยกตัวอย่างว่า บริษัทที่จะลงทุนในสตาร์ทอัพมักจะใช้บริการจากเว็บไซต์วิเคราะห์ข้อมูลที่มีชื่อเสียง เช่น Pitchbook, Crunchbase และ CB Insights เพื่อเช็คข้อมูลและติดตามการลงทุนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า สตาร์ทอัพที่ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มของปัญญาประดิษฐ์สามารถดึงดูดการลงทุนได้มากกว่า 15% ถึง 50% ซึ่งสูงกว่าสตาร์ตอัพที่ใช้เทคโนโลยีอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนว่า ทำไมกลุ่มสตาร์ทอัพจะต้องบิดเบือนข้อมูลบางอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเป็นสตาร์ทอัพเอไอที่น่าลงทุน
ขณะที่ การสำรวจดังกล่าว ยังระบุอีกว่า ในปัจจุบันมี 1 ใน 12 บริษัทสตาร์ตอัพที่มีเอไอเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 50 บริษัทในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน 12% ของบริษัทขนาดใหญ่ ได้ใช้แอปพลิเคชั่นเอไอในธุรกิจเพิ่มขึ้นจาก 4% ในปี 2018 โดยระบบเอไอที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ “chatbots” ปัจจุบันมีการใช้งานและแทนที่การทำงานแบบดั้งเดิมแล้วในธุรกิจหลายประเภท เช่น การเคลมประกัน และการตรวจสอบการทุจริต เป็นต้น