พรรคทักษิณ ระทึกจัดทัพใหม่ ทษช.พ่ายศึก แพแตกคืนรังเพื่อไทย
รายงานพิเศษ
แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ลงดาบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ด้วยมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรค ตามข้อกล่าวหาว่า “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2)
ยุบพรรค-ตัดสิทธิ์ 10 ปี
พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค เป็นเวลา 10 ปี ณ วันที่ 8 ก.พ. ด้วยมติ 6 ต่อ 3 และห้าม กก.บห.พรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งจะไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็น กก.บห.พรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกหรือไม่ภายในระยะ 10 ปี ด้วยมติเอกฉันท์เป็นอันว่ายุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” แก้กับดักรัฐธรรมนูญของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ให้พรรคเพื่อไทยแตกหน่อกลายมาเป็น ทษช. ทำภารกิจเก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ 50 ที่นั่ง
ถึงขั้นวางจุดขาย ทษช.ให้เป็นพรรคที่ตัดสินชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย ของขั้วการเมืองที่ไม่หนุน “พล.อ.ประยุทธ์” สืบทอดอำนาจ ทั้งอนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เพื่อชาติ เพื่อไทย ต้องพับแผนเข้าลิ้นชัก สิ้นสุดทาง ทษช. เพียงแค่ 6 เดือน
อุณหภูมิการเมืองช่วงโค้งอันตรายการเลือกตั้งจึงดีดตัวสูงขึ้น การเมืองหลังยุบ ทษช.อาจเข้าทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยสอง
ฝ่ายทักษิณยังมีโอกาสชนะ
แต่ในมุม “สติธร ธนานิธิโชติ” นักคณิตศาสตร์เลือกตั้งประจำสถาบันพระปกเกล้า ประเมินทิศทางโอกาสชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยยังมีอยู่หรือไม่ว่า…
“มีนะ…เพราะคะแนนไม่ได้ไปไหน ถ้าบริหารดี ๆ ก็คือคะแนน ทษช.เดิม ซึ่งประเมินว่าจะมี 3.5 ล้านเสียงเป็นอย่างน้อย แปลงเป็น ส.ส.ก็จะได้ 40 ที่นั่ง ไม่ว่าไปอยู่กับใครคะแนนบวกหมดอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับเพื่อไทยจะได้เขตมาเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม โพลหลาย ๆ สำนักกระแสของพรรคเพื่อไทยลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯลดหนักมาก หลังจากเจอกระแส #ฟ้ารักพ่อ ของอนาคตใหม่”
“ดังนั้น งานนี้อาจต้องเปลี่ยนแผนไปดันธนาธรของอนาคตใหม่ให้ได้ปาร์ตี้ลิสต์เยอะ ๆ ไปเลย 70-80 เสียง ส่วนเพื่อไทยเก็บ ส.ส. 160-170 แค่ 2 พรรครวมกันก็ได้ 230 เสียงแล้ว เพราะถ้าเพื่อไทยชนะในเขตน้อยลง เพื่อไทยก็จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อาจจะไม่สอบตก พรรคของคุณธนาธรอาจยกมือให้คุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯได้ เพราะอนาคตใหม่ต้องการโหวตนายกฯที่มาจาก ส.ส.”
เปิดสูตรแบ่งแต้มใหม่
“สติธร” ฉายภาพการ “บริหารคะแนน” ของฝ่ายประชาธิปไตย หลังจากสิ้นสุด ทษช.ว่า แต่ยุทธศาสตร์แตกแบงก์ ทษช.ที่ประเมินว่าได้ 3.5 ล้านคะแนน ไม่ได้แปลว่าสั่งซ้ายหันขวาหันได้หมด เพราะต้องแยกเสียงเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นแฟนคลับ อยู่ในเขตที่ ทษช.ส่งผู้สมัครทับซ้อนกับเพื่อไทย 75 เขต แม้ ทษช.ถูกยุบคะแนนไม่ไปไหนก็กลับไปที่พรรคเพื่อไทย ส่วนที่สอง ประมาณ 100 เขต ที่ไม่มีผู้สมัครเพื่อไทย มีลักษณะเขตนี้อยู่ 3 แบบ 1.ผู้สมัคร ทษช.มีโอกาสชนะสูง เช่น แพร่ 3 เขต จะทำอย่างไรกับเขตนี้ จะโน้มน้าวดี ๆ ก็อาจจะให้ “โหวตโน” ให้ชนะคะแนนของผู้สมัครในเขตนั้น เพื่อให้เลือกตั้งใหม่ แล้วส่งผู้สมัครเพื่อไทยลง มีโอกาสชนะที่เขตแต่ก็เสี่ยง
2.เทคะแนนดูว่าจะเทให้ใคร หากเทให้คู่แข่งฝ่ายประชาธิปไตยที่มีการต่อรองกันเรื่องผลประโยชน์หลังเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้พรรคที่เป็นพันธมิตรกันได้คะแนนได้ที่นั่งแบบเขตมากขึ้น อาจชนะพรรคตรงข้ามที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ และ 3.ปล่อยให้คะแนนไปอยู่พรรคแนวร่วม ซึ่งพรรคไหนก็ได้ โดยระบบจัดสรรปันส่วนผสมไปอยู่กับใคร สุดท้ายก็คำนวณออกมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และถ้าเป็นพันธมิตรกันจริง แนวโน้มการตัดสินใจทางการเมืองหลังเลือกตั้งก็เป็นพวกกับเพื่อไทย
“ของแบบนี้ต้องเล่นเกมละเอียด ยังมีเวลา 2 สัปดาห์ไปทำคะแนนใหม่ ยกเครือข่ายหัวคะแนนให้บริหารจัดการ 35-50 ที่นั่ง ของ ทษช.ว่าจะให้ใคร ขณะนี้มี 2 พรรค กระแสดีทั้งคู่ คือ พรรคอนาคตใหม่ กับเสรีรวมไทย กับพรรคประชาชาติในบางเขต แต่คงไม่ใช่พรรคเพื่อชาติ เพราะขายยาก ไม่ได้ตั้งมาเพื่อเป็นยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”
ดีที่สุดยกคะแนนให้เพื่อน
ในเวลาเดียวกันมีกระแสข่าวจาก “เพื่อไทย” และนายใหญ่จากแดนไกลว่า อาจเปิดแผนให้เครือข่ายหัวคะแนนเพื่อไทย-ทษช. ช่วยกันรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 174 เขต ที่ ทษช.ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ไปกา “โหวตโน” เพื่อให้คะแนนชนะคะแนนผู้สมัคร เปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ แล้วส่งผู้สมัครของเพื่อไทยลงแทนนั้น
“สติธร” ไม่เชื่อว่าเป็นวิธีการที่ดี “ดีที่สุดคือ 100 เขตที่ ทษช.ลงแทนเพื่อไทย มีแค่ 3 เขตที่มีโอกาสชนะแน่ ๆ เต็มที่ไม่เกิน 10 เขตที่ยังพอลุ้นว่าจะชนะ ถ้ารณรงค์ให้โหวตโนเอาชนะคะแนนเลือกตั้งในเขต เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่แล้วส่งผู้สมัครเพื่อไทยลงแทนก็แพ้เปล่า ๆ ดังนั้น ยกคะแนนให้เพื่อนดีกว่า เพราะ 100 เขตของ ทษช. เป็นเขตที่เพื่อไทยแพ้ชัวร์ ถ้าจะไปโหวตโนให้เพื่อไทยลงจะยาก มันเป็นเขตที่ 2 ที่ 3 เดิม”
ไม่มีผลต่อเสียงโหวตนายกฯ
ขณะที่ “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” นักวิชาการนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ทำการวิจัยการเลือกตั้งปี 2562 ร่วมกับ กกต. มองผลข้างเคียงการยุบ ทษช.จะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตอย่างไรว่า “จำนวน ส.ส.ในฝั่งที่โหวตให้ใครเป็นนายกฯ หรือไม่เป็นนายกฯ จะไม่ต่างไปจากเดิม ฝั่ง ทษช.ที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ มีพรรคอื่น ๆ ให้เลือกแทน อยู่ที่ว่าในเขตที่ ทษช.ลงเลือกตั้ง มีพรรคอื่นให้เลือกแทนแค่ไหน พรรคซึ่งประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้มีพรรคที่เป็นเครือข่ายของเพื่อไทยเท่านั้น พรรคอีกหลายพรรค เช่น อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ก็เป็นแนวทางนี้ ฝั่งข้างที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ ผลจะไม่เปลี่ยนไป แต่ผลจะเปลี่ยนไปในส่วนผลรวมของพรรคเพื่อไทย ที่แตกตัวออกมา จะเปลี่ยนแปลงไป และจะเกิดการเลือกพรรคที่ไม่ใช่เพื่อไทยและเครือข่าย”
กา ทษช.=บัตรเสีย
ด้าน “กฤษ เอื้อวงศ์” รองเลขาธิการ กกต.เมื่อผู้สมัครของ ทษช.ไม่อยู่ แต่มีชื่อและโลโก้พรรคอยู่บนบัตร หากกาในช่องของ ทษช.ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย
จ่อกลับบ้านเก่า เพื่อไทย
“นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทษช.ยอมรับว่า หลังจาก ทษช.ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยให้กลับไปช่วยหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง หลังจากยุบพรรคก็สามารถไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และไปช่วยหาเสียงในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคได้ ซึ่งคนที่ย้ายออกมาจากเพื่อไทยมาอยู่ ทษช. ก็คงจะกลับไปเพื่อไทยกันหมด
7 มี.ค.สิ้นสุดทาง ทษช. แต่ยังไม่สิ้นสุดทางเพื่อไทย และคนแดนไกล
เหลือเวลา 2 สัปดาห์ ยังมีเวลาให้จัดทัพกันใหม่ ก่อนจะถึง 24 มี.ค.