เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดฉากเอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกย่า เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงร่วมขบวนทัพนักกีฬาไทย
Biz Movement เปิดฉากเอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกย่า เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงร่วมขบวนทัพนักกีฬาไทย
‘ศุภวุฒิ’ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง แนะยกเครื่องการศึกษา-รัฐราชการ
Economic ‘ศุภวุฒิ’ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง แนะยกเครื่องการศึกษา-รัฐราชการ
อสังหาฯ-โรงแรม เสี่ยงเป็น “บริษัทผีดิบ”
Columns อสังหาฯ-โรงแรม เสี่ยงเป็น “บริษัทผีดิบ”
ไทย-อินเดียขยับเกมใหม่ จาก “ค้าขาย” สู่ “ร่วมลงทุน” 5-6 บริษัทไทยสนใจแล้ว
Economic ไทย-อินเดียขยับเกมใหม่ จาก “ค้าขาย” สู่ “ร่วมลงทุน” 5-6 บริษัทไทยสนใจแล้ว
พาณิชย์ ดัน GI ขึ้นโต๊ะอาหาร ปั้นเมนูท้องถิ่นเชื่อมร้านไทยสู่ Thai SELECT
Economic พาณิชย์ ดัน GI ขึ้นโต๊ะอาหาร ปั้นเมนูท้องถิ่นเชื่อมร้านไทยสู่ Thai SELECT
NT จับมือ MEAei เร่งสปีดสถานีฟาสต์ชาร์จมอเตอร์ไซค์ EV
Biz Movement NT จับมือ MEAei เร่งสปีดสถานีฟาสต์ชาร์จมอเตอร์ไซค์ EV
SIRI เปิดประตูสู่ตลาดทุนโชว์ผลสำเร็จเสนอขาย ‘หุ้นกู้ดิจิทัล’ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยดันต้นทุนขยับ
Finance SIRI เปิดประตูสู่ตลาดทุนโชว์ผลสำเร็จเสนอขาย ‘หุ้นกู้ดิจิทัล’ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยดันต้นทุนขยับ
CPF ต่อยอดคอนเน็กซ์ อีดี ปูทางความยั่งยืนนำร่อง 23 โรงเรียน
SD CPF ต่อยอดคอนเน็กซ์ อีดี ปูทางความยั่งยืนนำร่อง 23 โรงเรียน
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร พระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร พระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
จากกลีบดอกไม้สู่โรงแรมแฟร์มอนท์แบงคอก สุขุมวิท
Biz Movement จากกลีบดอกไม้สู่โรงแรมแฟร์มอนท์แบงคอก สุขุมวิท
ดูทั้งหมด

PwC คาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแตะ 29.6 ล้านล้านดอลลาร์ในปี’68

14 มี.ค. 2562 | 13:15น.

PwC เผยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งของโลก หลังสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า ในปี 2568 เอยูเอ็มของทั้งภูมิภาคจะอยู่ที่ 29.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งและกลุ่มบุคคลที่มีสินทรัพย์สูง ขณะที่นักลงทุนกลุ่มมิลเลนเนียล จะช่วยผลักดันการลงทุนแบบยั่งยืนให้เติบโต แนะอุตสาหกรรมกองทุนไทย เร่งนำเทคโนโลยีเอไอ บิ๊ก ดาต้า เข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่

นายบุญเลิศ กมลชนกกุล หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชีด้านธุรกิจบริการทางการเงิน บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวถึงรายงาน Asset and Wealth Management 2025: The Asia Awakening ของ PwC ว่า อุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะเติบโตรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ หากการกีดกันทางการค้าอยู่ในวงจำกัดและปัจจัยภูมิศาสตร์การเมืองในภูมิภาคเดินหน้า โดยคาดว่า สินทรัพย์ภายใต้การบริหารในภูมิภาคนี้ จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ที่ 8.7% หรือเพิ่มจาก 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2560 เป็น 16.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 และแตะ 29.6 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2568

บุญเลิศ กมลชนกกุล

นอกจากนี้ คาดว่าเอยูเอ็มของกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (รวมสินทรัพย์ของกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ อีทีเอฟ) จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวมาอยู่ที่ 11.9 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่า การซื้อขายของนักลงทุนสถาบันจะเติบโตในระดับเดียวกัน สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียอยู่ในเวลานี้ คาดว่า จะเติบโตอย่างมากจาก 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2561 เป็น 6.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 (คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 11.7%) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งและกลุ่มบุคคลที่มีสินทรัพย์สูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ผู้จัดการสินทรัพย์ สามารถขยายธุรกิจ และสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งโดยรวม เติบโตแซงหน้าภูมิภาคที่พัฒนาแล้วอย่าง ยุโรปและอเมริกาเหนือ

รายงานยังชี้ว่า ความต้องการของนักลงทุนในภูมิภาคได้เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมการลงทุนและผลตอบแทนที่พวกเขาคาดหวัง โดยกลยุทธ์เชิงรับ (Passive Strategy) กำลังเป็นที่นิยมมากกว่ากลยุทธ์เชิงรุก (Active Strategy) ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า จึงดึงดูดความสนใจของนักลงทุนจำนวนมาก โดยกลยุทธ์ดังกล่าว เป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคที่พัฒนาแล้วอย่าง ยุโรปและสหรัฐอเมริกา และกลุ่มนักลงทุนสถาบันในเอเชีย

นายจัสติน อ่อง หัวหน้าสายงานบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก PwC ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า “นักลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ค่อนข้างตื่นตัวและมีกลยุทธ์มุ่งเน้นไปที่ผลตอบแทนมากกว่าอย่างอื่น โดยเตรียมรับมือกับความเสี่ยง เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คาดหวัง ดังนั้น ผลิตภัณฑ์การลงทุนหรือการจัดพอร์ตการลงทุนเชิงรับ จึงอาจจะไม่ใช่สิ่งแรกที่พวกเขามองหา”

“อย่างไรก็ดี การเข้ามาของหุ่นยนต์ที่ปรึกษาและคำแนะนำการลงทุนที่เปลี่ยนเป็นดิจิทัลมากขึ้น จะมีบทบาทสำคัญในการปูทางไปสู่การเติบโตของการบริหารพอร์ตการลงทุนเชิงรับของภูมิภาคนี้ โดยจะทำให้เกิดช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ ที่ปราศจากคนกลาง นอกจากนี้ ยังจะได้รับปัจจัยหนุนจากการปฏิรูประบบบำนาญในประเทศต่างๆ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เปิดโอกาสให้นำเงินกองทุนบำนาญไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนของดัชนีตลาดหรือที่เรียกว่า Passive asset และน่าจะช่วยผลักดันให้สัดส่วนเอยูเอ็มของสินทรัพย์นี้ในภูมิภาค เพิ่มจาก 12% ในปี 2560 เป็น 17% ในปี 2568 ได้”

นักลงทุนกลุ่มมิลเลนเนียล กำลังมีบทบาทต่อตลาดมากขึ้นผ่านการลงทุนอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากการเติบโตของสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Real Asset) แล้ว รายงานพบว่า นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยทั่วทั้งภูมิภาค มีความตระหนักถึงการลงทุนอย่างยั่งยืนในรูปแบบของการจัดการสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) และผลิตภัณฑ์การลงทุนที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investing: SRI) มากขึ้น

การลงทุนในลักษณะดังกล่าว กำลังได้รับความนิยมไปทั่วทั้งภูมิภาค เพราะนักลงทุนต้องการความชัดเจนและความโปร่งใสในการลงทุนของตนมากขึ้น ซึ่งจะเห็นว่า การพัฒนาในด้านต่างๆ ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวโน้มของการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น เทรนด์ของการมีระบบการเงินสีเขียว (Green financial systems) ซึ่งน่าจะมีมากขึ้น โดยเป็นการให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานผ่านออกพันธบัตรสีเขียว โดยเมื่อปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ออกจำหน่ายพันธบัตรสีเขียวระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ความต้องการของการลงทุนอย่างยั่งยืนนี้ ยังถูกขับเคลื่อนส่วนหนึ่งจากนักลงทุนกลุ่มมิลเลนเนียล ที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัวด้วย

นายจัสตินกล่าวต่อว่า “ลักษณะที่โดดเด่นของนักลงทุนกลุ่มมิลเลนเนียล เมื่อเปรียบเทียบกับนักลงทุนรุ่นเก่า คือ ชื่นชอบความเป็นดิจิทัล และมีความรู้ด้านการเงินดี โดยคนกลุ่มนี้ต้องทำธุรกรรมทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มที่เป็นดิจิทัล ดังนั้น ผู้จัดการสินทรัพย์จะต้องสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์และนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบทวิเคราะห์ การทำธุรกรรม และการให้บริการลูกค้า หากต้องการที่จะดึงดูดความสนใจและการลงทุนจากนักลงทุนกลุ่มนี้

“การเพิ่มขึ้นของช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ในภูมิภาค ยังสอดคล้องกับการเข้ามาของนักลงทุนกลุ่มมิลเลียนเนียลที่จะยิ่งมีมากขึ้นในอีกทศวรรษหน้า โดยความท้าทายในวันข้างหน้า จะอยู่ที่ความสามารถของแพลตฟอร์มนั้นๆ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความพิเศษมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่ตลาดในภูมิภาคกำลังพัฒนา”

แรงกดดันด้านกฎระเบียบ-เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมฯ

ทั้งนี้ กฎระเบียบข้อบังคับที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินให้เปลี่ยนไปจากเดิม โดยแม้ว่า ระบบการกำกับดูแลของแต่ละประเทศในภูมิภาคจะมีความแตกต่างกันไป แต่ผลลัพธ์จากแรงกดดันเหล่านี้ มีความคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความโปร่งใสในการกำหนดค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อรายได้

PwC ยังระบุด้วยว่า จำนวนของนักลงทุนอายุน้อยที่ชื่นชอบการใช้เทคโนโลยีที่กำลังขยายตัวมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคโดยส่วนใหญ่หันมาสนใจทางเลือกในการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เช่น หุ่นยนต์ที่ปรึกษา จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าธรรมเนียมและส่งผลให้มาร์จิ้นลดลง

ในการที่อุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งจะสามารถเติบโตได้ตามที่รายงานคาดการณ์นั้น นาย จัสติน กล่าวว่า “ในระยะต่อไป ผู้จัดการสินทรัพย์และความมั่งคั่งที่จะประสบความสำเร็จได้ คือผู้ที่สามารถเอาชนะตลาด ในขณะที่นักลงทุนหน้าใหม่กำลังเข้าสู่ตลาด อุตสาหกรรมจะถูกเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น และนักลงทุนจะมองหาผู้จัดการการลงทุนที่สามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ตามความต้องการ ในส่วนของบริษัทจะต้องต่อสู้กับแรงกดดันด้านอัตราค่าธรรมเนียม ผ่านการลดต้นทุนและดึงดูดนักลงทุนใหม่ๆ มากขึ้น
ดังนั้น ผู้จัดการสินทรัพย์และความมั่งคั่งควรปรับโครงสร้างธุรกิจของตนให้เหมาะสมกับลำดับความสำคัญและความสามารถเฉพาะด้าน รวมทั้งลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ นอกจากนี้ บริษัทจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ รวมถึงดูแลเอาใจใส่และรักษาพนักงานมากความสามารถ ในยามที่อุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่การปฏิวัติตัวเอง เพื่อสะท้อนความสามารถในการขยายฐานลูกค้า”

ผลจากการศึกษาที่น่าสนใจอื่นๆ ของรายงาน ประกอบด้วย

• คาดการณ์มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุนบำนาญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จะเพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2560 เป็น 11.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 น่าจะส่งผลทำให้รัฐบาลในภูมิภาคนี้หันมาใช้ระบบกองทุนบำนาญประเภทที่กำหนดอัตราเงินนำส่ง (Defined contribution: DC) และบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณรายบุคคลมากยิ่งขึ้นอีก

• กองทุนเงินร่วมลงทุน (Venture capital) ถือเป็นหนึ่งโอกาสการลงทุนที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยเอเชียแปซิฟิกมีอันดับต่ำกว่าแค่สหรัฐอเมริกาในแง่ของดีล โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงเป็นผู้นำตลาด ด้วยการมี 5 ใน 10 อันดับกองทุนเงินร่วมลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศ ณ สิ้นปี 2560

• ความชื่นชอบของลูกค้าที่เปลี่ยนไปจะเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยวิธีการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายจะยังคงเป็นที่นิยมต่อเนื่อง และจะช่วยในการปรับเปลี่ยนส่วนผสมผลิตภัณฑ์การลงทุนที่จะเสนอขายต่อไป

• แม้ว่าความร่วมมือในด้านต่างๆ ของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังคงแยกออกเป็นส่วนๆ ในระยะกลาง เราเชื่อว่าภายในปี 2568 จะมีการรวมตัวกันเพื่อความร่วมมือในด้านต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อขยายขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง

• ปัจจุบันศูนย์กลางการบริหารจัดการสินทรัพย์ของภูมิภาคอยู่ที่สิงคโปร์และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคาดว่านครเซี่ยงไฮ้จะกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการสินทรัพย์อันดับที่ 3

• เอเชียจะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยคาดว่าโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiatives: BRI) ของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ รวมไปถึงการริเริ่มโครงการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นายบุญเลิศ กล่าวว่า เห็นการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุนพบว่า เอยูเอ็มของกองทุนรวมไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จาก 1.53 ล้านล้านบาทในปี 2551 มาอยู่ที่ 5.05 ล้านล้านบาท ในปี 2561 หรือราว 1.6 แสนล้านดอลลาร์

“แนวโน้มที่เอยูเอ็มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีมากขึ้น เนื่องจากการขยายฐานลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง หรือ High Net Worth Individual ของบริษัทจัดการลงทุน ขณะที่ปัจจุบันชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อและมีความเข้าใจการลงทุน ก็หันมาออมเงินเพื่อการเกษียณอายุกันเพิ่มขึ้น

“การเข้ามาของดิจิทัลจะช่วยทำให้ช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การออมการลงทุนและการซื้อขายกองทุนเป็นไปได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต โดยเรามองว่าอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยจะยิ่งมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการลงทุนมากขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้เอไอ หรือบิ๊กดาต้า เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสร้างแบบจำลองการลงทุน และออกแบบแผนการลงทุนเฉพาะบุคคลให้เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งทั้งหมดถือเป็นเทรนด์ที่จะสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

PwC การเงิน