ผ่านมากว่า 2 ปีหลังชาวสหราชอาณาจักร (ยูเค) ลงประชามติโดยเสียงส่วนใหญ่ต้องการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือที่เรียกกันว่า “เบร็กซิต” เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2016 ขณะที่ความไม่แน่นอนของอังกฤษกลับยิ่งมากขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2019 ที่รัฐสภามีมติคว่ำแผนเจรจาของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ และล่าสุดคัดค้านแผนไร้ข้อตกลง (โนดีล)สถานการณ์ทางการเมืองภายในอังกฤษเวลานี้จึงสั่นคลอนเก้าอี้
“เทเรซา เมย์” ขึ้นเรื่อย ๆ กับเวลาที่เหลือเกือบ 2 สัปดาห์ ก่อนจะครบกำหนดการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 29 มี.ค.นี้
“ซีเอ็นเอ็น” รายงานว่าปัญหาสะสมที่ยังไม่มีทางออกชัดเจน มีแนวโน้มที่จะเกิดปรากฏการณ์หลายอย่างขึ้นและยังไม่มีใครให้คำตอบชัดเจนได้ แม้แต่ผู้นำหญิงหรืออียูเองก็ตาม
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่ต้องติดตามต่อเนื่อง หลังจากวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา รัฐสภาอังกฤษมีมติด้วยคะแนนเสียง 312 ต่อ 308 เสียงไม่เห็นชอบต่อการแยกตัวจากอียู
โดยไร้ข้อตกลง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ ในวันที่ 20 มี.ค.จะมีการลงนามระหว่างรัฐสภาอังกฤษกับอียูหรือไม่ ก่อนหน้านี้นายกฯเมย์ระบุไว้ว่า หากถูกคว่ำแผนที่ไปเจรจากับ
อียู และถูกปฏิเสธแผนเบร็กซิตแบบโนดีล จะเปิดทางให้โหวตอนุมัติว่าด้วยเรื่อง “การขอขยายเวลาเบร็กซิต1 ครั้ง” (one-off extension) ซึ่งคาดว่าจะขยายออกไปอีก 3 เดือน
ซีเอ็นเอ็นระบุถึงเหตุผลที่แผนเบร็กซิตแบบโนดีลถูกปัดตก จากสาเหตุของพันธะผูกพันที่อังกฤษทำไว้ขณะที่ยังเป็นสมาชิกของอียู โดยอังกฤษจะต้องจ่ายเงินชดเชยค่าแยกตัวออกจากอียูเป็นจำนวนเงินเกือบ 50,000 ล้านยูโร
ในกรณีที่มีการเบร็กซิตโดยไม่มีการทำข้อตกลงร่วมกัน
ขณะที่สำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ อาจถูกท้าทายภาวะผู้นำ อาจจะถูกเสนอให้เปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต่อรัฐสภา (vote of no confidence) หากเป็นเช่นนั้นความเสี่ยงของนางเมย์ อาจถึงขั้นถูกโหวตให้ต้องลาออกจากตำแหน่งหากแพ้มติที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้าน “พรรคเลเบอร์” นำโดยนายเจเรมี คอร์บินเรียกร้องอย่างหนักให้มีการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล อันจะนำไปสู่การเลือกตั้งก่อนครบวาระในที่สุด
ความเป็นไปได้อีกประการจากการคาดคะเนของหลายสำนักข่าว และโพลจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวอิสระของอังกฤษคือการเรียกร้องให้มีการลงประชามติครั้งที่ 2
โดยอาจชี้ได้ว่า ในเวลานี้ชาวอังกฤษไม่ต้องการที่จะแยกตัวออกจากอียูเช่นครั้งที่ผ่านมา เพราะชะตากรรมที่ไม่แน่นอนของประชาชนมีมากขึ้น
ทั้งยังกระทบต่อเศรษฐกิจอังกฤษอย่างรุนแรง เห็นได้จากช่วง 2 ปีก่อน
ที่บริษัทจำนวนมากยุติการทำธุรกิจ เตรียมแผนย้ายสำนักงาน และโยกฐานการผลิตออกจากอังกฤษ
นักวิเคราะห์อาวุโสของบลูมเบิร์กเคยประเมินก่อนหน้านี้ว่า หากความวุ่นวายสับสนที่กำลังถาโถมอังกฤษอยู่ในขณะนี้ลากยาว และมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ก็มีโอกาสจะเห็นอังกฤษกลับคืนสู่อ้อมกอดของอียูอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซึ่งในปีที่ผ่านมาสมาชิกอียูเปิดทางให้สหราชอาณาจักรสามารถกลับสู่การเป็นสมาชิกได้ โดยไม่ต้องขอการอนุมัติจากสมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศ
แต่หากเป็นเช่นนั้น “ระดับความสัมพันธ์” ระหว่างอังกฤษกับอียูคงไม่เหมือนเดิม ขณะเดียวกัน ยังมองด้วยว่าอังกฤษอาจไม่สามารถคืนสู่สถานะการเป็น “ศูนย์กลางการเงินโลก” ได้อีกต่อไป หลังจากสถาบันการเงินจำนวน
มากตัดสินใจย้ายสำนักงานออกจากกรุงลอนดอน และปักหมุดไปประจำอยู่ในหลายเมืองเป้าหมายแล้ว อาทิ เมืองปารีส, แฟรงก์เฟิร์ต และเมืองดับลินของไอร์แลนด์
ทว่า สุดท้ายแล้วสถานการณ์ในอังกฤษจะเป็นอย่างไร สิ่งที่แสดงออกชัดเจนที่สุดก็คือ “การขาดเอกภาพ” ในการเมือง เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาอาจพิสูจน์ได้แล้วว่า ผลลัพธ์ในเรื่องนี้มีแต่ลบกับลบเท่านั้น