คอลัมน์ สามัญสำนึก โดย ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร
สถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ดูจะทวีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา หลังจากมีรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาเข้ามาว่า ฤดูร้อนปีนี้จะร้อนกว่าปี 2561 และร้อนมากกว่าปกติ 1-2 องศาเซลเซียส โดยฤดูร้อนจะมาเร็วและนานมากกว่าทุกปี นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป
กรมชลประทานได้วางแผนการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2561/2562 นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ถึง 30 เมษายน 2562 จากปริมาตรน้ำต้นทุนสามารถใช้การได้ที่ 39,570 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศไว้ที่ 23,100 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้ใช้ไปแล้ว 17,275 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของแผนการจัดสรรน้ำ หรือเกินกว่าครึ่งของน้ำที่เตรียมไว้แล้ว
เฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งประกอบไปด้วย 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล ปริมาตรน้ำใช้การได้ล่าสุดเหลือ 3,470 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 36, เขื่อนสิริกิติ์ 2,698 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 41, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 362 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 40 และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 282 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 30 รวมปริมาตรน้ำใช้การได้คงเหลือ 6,814 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 37 ตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2561/62 ที่ตัวเลข 8,000 ล้าน ลบ.ม. วันนี้ใช้น้ำไปแล้ว 6,814 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 90 หรือมีปริมาตรน้ำคงเหลือเพียง 1,186 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น
โดยสถานการณ์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังไม่ถึงกับวิกฤต เนื่องจากกรมชลประทานมีการ “สำรอง” น้ำต้นฤดูฝนก่อนที่จะนำมาจัดสรรไว้แล้วที่ปริมาตร 5,984 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 43 แม้ว่าจะใช้น้ำคงเหลือใช้การได้ 1,186 ล้าน ลบ.ม.ไปหมดในช่วงอีก 1 เดือนครึ่งก่อนฝนจะตกก็ยังมีน้ำสำรองประคับประคองสถานการณ์ภัยแล้งไปตลอดรอดฝั่งได้ แต่จะต้องงดปลูกข้าวฤดูแล้งลงเด็ดขาด เนื่องจากปัจจุบันมีการปลูกข้าวเกินไปแล้วคิดเป็น 110.35% หรือตามแผน 5.30 ล้านไร่ ปลูกไปแล้ว 5.85 ล้านไร่ และมีเขื่อนที่ต้องจับตามองปริมาณน้ำคงเหลือเป็นพิเศษก็คือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตรน้ำใช้การได้เหลืออยู่เพียง 29 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 30
ด้านภูมิภาคที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้อยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในเขื่อนทั้งหมด 12 แห่งขณะนี้มีปริมาตรน้ำใช้การได้เหลืออยู่เพียง 1,512 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 23 เท่านั้น โดยเขื่อนที่มีปริมาตรน้ำน้อยมาก ซึ่งคาดว่าจะกระทบกับน้ำกินน้ำใช้ของประชาชนในพื้นที่ในอีก 1 เดือนข้างหน้านี้ ได้แก่ เขื่อนห้วยหลวง เหลือปริมาตรน้ำใช้การได้ 33 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26, เขื่อนจุฬาภรณ์ 43 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 34, เขื่อนลำพระเพลิง 48 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 31, เขื่อนมูลบน 48 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 36
และที่วิกฤตสุด ๆ น่าจะได้แก่เขื่อนอุบลรัตน์ เหลือปริมาตรน้ำใช้การได้เพียง 59 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 3 กับเขื่อนสิรินธรเหลือปริมาตรน้ำใช้การได้ 86 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 8 เท่านั้น
ทางจังหวัดที่ต้องอาศัยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคจากเขื่อนเหล่านี้ อาทิ จังหวัดขอนแก่น, อุบลราชธานี, ชัยภูมิ และ นครราชสีมา ได้จัดเตรียมแหล่งสำรองน้ำดิบไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และเริ่มขอความช่วยเหลือในการทำฝนหลวง ตลอดจน การขุดเจาะน้ำบาดาลเข้ามาเป็นส่วนเสริมในการทำประปาภูมิภาค บางพื้นที่ต้องอาศัยการขนส่งรถบรรทุกน้ำเข้าช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อให้มีผลกระทบน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำกินน้ำใช้ ยังไม่ต้องพูดถึงน้ำเพื่อการเกษตรกรรม ซึ่งจะต้องรอการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภัยแล้งจะลากยาวต่อเนื่องไปอีกหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับการเกิดปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่า ฤดูฝนปี 2562 ควรจะเริ่มต้นหลังวันที่ 15 พฤษภาคมเป็นต้นไป