คร.ติดตามผลกระทบสุขภาพคนพื้นที่เชียงใหม่ หลังวิกฤตฝุ่น เผยตัวเลขเข้ารพ.ไม่มาก ทั้งกลุ่มโรคหัวใจ ทางเดินหายใจ ผิวหนัง และตาอักเสบ น้อยลงกว่าปี 62 แต่ไม่ประมาท เหตุไม่มั่นใจผลกระทบตามมาอีกเมื่อไหร่ อาจ 2 สัปดาห์หรือ 1 เดือน ชี้ต้องช่วยกันแก้ต้นเหตุ ส่วนผลกระทบระยะสั้นเกิดแล้ว ทั้งระคายเคืองตา คันตามผิวหนัง เหนื่อยง่ายในผู้สูงอายุ
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์หมอกควันทางภาคเหนือ โดยเฉพาะจ.เชียงใหม่ ที่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ว่า ที่ผ่านมาทางกรมควบคุมโรค(คร.) ได้มีการเฝ้าระวังและลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลกระทบด้านสุขภาพว่า เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งได้ลงพื้นที่ 2 จุด คือ ศูนย์พัฒนาสวัสดิการของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเชียงใหม่ 2 ที่ ซึ่งพื้นที่มีการเตรียมพร้อมในการป้องกันฝุ่น และมีละอองน้ำฉีดตามอาคารเต็มไปหมด และมีเครื่องวัดพีเอ็ม 2.5 เป็นจุดๆ ซึ่งผู้สูงอายุที่อยู่ภายในศูนย์มีประมาณ 119 คน มีหน้ากากอนามัยเอ็น 95 เกือบทั้งหมด เนื่องจากมีการจัดสรรมาให้ จากการสอบถามทำให้ทราบว่า ผลกระทบด้านสุขภาพที่ผู้สูงอายุได้รับ คือ เหนื่อยง่าย อย่างบางรายเป็นหอบ ถุงลมโปร่งพองก็จะเหนื่อยมากขึ้น บางรายคันตาระคายเคืองตามีบ่อยขึ้น คันตามผิวหนังมากขึ้น แต่ทั้งหมดไม่ถึงกับต้องเข้ากับโรงพยาบาล
“นอกจากนี้ เรายังไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลนครพิงค์ เพื่อให้ทราบว่าการเข้ารับการรักษาเป็นอย่างไร ซึ่งตัวเลขที่ผ่านมายังไม่พบผู้ป่วยที่เข้ามารักษา ทั้งเรื่องทางเดินหายใจ ผิวหนัง ดวงตา พบผู้ป่วยเข้ามาเช่นกัน แต่ไม่สูงเท่าเมื่อเทียบกับปี 2561 ที่ผ่านมา เนื่องจากเมื่อปี 2561 ผู้ป่วยที่เข้ามาสูงจะเป็นผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เป็นหลัก” นพ.ขจรศักดิ์ กล่าว
รองอธิบดี คร. กล่าวอีกว่า จากการติดตามตัวเลขผู้ป่วยประจำสัปดาห์ที่ 10 ช่วงวันที่ 10-16 มีนาคม 2562 จำแนกรายสัปดาห์ปี 2562 เปรียบเทียบกับปี 2561 พบว่า โรคหัวใจทุกชนิด ในช่วงสัปดาห์ที่ 10 ของปี 2561 พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่รพ.จำนวนประมาณ 20,000 ราย ขณะที่สัปดาห์ที่ 10 ในปี 2562 พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่รพ.จำนวนประมาณ 10,000 ราย ส่วนโรคทางเดินหายใจทุกชนิด ช่วงสัปดาห์ที่ 10 ของปี 2561 พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่รพ.จำนวนประมาณ 18,000 ราย เปรียบเทียบกับช่วงสัปดาห์ที่ 10 ในปี 2562 พบผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้ารับการรักษาประมาณ 11,000 ราย กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ ในช่วงสัปดาห์ที่ 10 ของปี 2561 พบผู้ป่วยจำนวนประมาณ 1,700 ราย ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 พบผู้ป่วยประมาณ 1,000 ราย และกลุ่มโรคตาอักเสบ ช่วงสัปดาห์ที่ 10 ของปี 2561 พบผู้ป่วยประมาณ 2,000 ราย เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 พบผู้ป่วยตาอักเสบประมาณ 1,000 ราย
“เมื่อเราเทียบกับการเคลื่อนตัวของคนไข้ที่มารักษาที่โรงพยาบาล จะเห็นว่าปี 2562 น้อยกว่าปี 2561 เนื่องจากปีนั้นเป็นเรื่องไข้หวัดใหญ่ แต่เราก็ไม่ได้บอกว่า ปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็มขนาดเล็กจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพียงแต่ว่า จากการติดตาม ณ ขณะนี้ยังไม่ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งอาจจะยังไม่เห็นผลก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ผลกระทบที่ทำให้เกิดการระคายเคืองตา คันผิวหนัง ก็มีมากขึ้น แต่ไม่ถึงกับต้องเข้ารพ. ดังนั้น เราต้องเฝ้าระวัง และให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันตนเอง ทั้งนี้ ตัวเลขปีนี้ที่ยังไม่พบว่าเข้ารับรักษาในรพ.มากขึ้นนั้น จากการสอบถามแพทย์ก็จะพบว่า ชาวบ้านมีการเตรียมพร้อมและดูแลตัวเองดี เพราะรู้แล้วว่าปีนี้จะต้องมีค่าพีเอ็มสูง และยังมีข่าวจากทางกรุงเทพฯเกี่ยวกับฝุ่นขนาดเล็กด้วย ทำให้ป้องกันตัวเอง ซึ่งภาพรวมของผลกระทบสุขภาพมีอยู่แล้ว แต่ผลกระทบที่ต้องหยุดงานและเข้ารพ.มากขึ้น ยังไม่มี แต่เราเป็นห่วงในเรื่องระยะยาว เพราะเราไม่รู้ว่า ค่าพีเอ็มที่สูงสัปดาห์นี้ จะทำให้คนไข้เจ็บป่วยทันที หรืออาจเกิดขึ้นอีก 1-2 สัปดาห์หรือ 1 เดือน ซึ่งคาดการณ์ยาก จึงควรป้องกันตนเองก่อนดีที่สุด ขณะที่ต้นเหตุของปัญหาฝุ่นละอองก็ต้องจัดการควบคู่กันไป เนื่องจากจะป้องกันหรือจัดการที่ปลายเหตุอย่างเดียวคงไม่ได้” นพ.ขจรศักดิ์ กล่าว
นพ.ขจรศักดิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือ 1. อยากให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ในพื้นที่ระดมเยี่ยมเยียนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ตามบ้าน ตามศูนย์ต่างๆ เพื่อให้ความรู้และสนับสนุนเรื่องหน้ากากอนามัย ยาหยอดตา ยาทาผิวหนัง ฯลฯ 2. อยากให้หน่วยงานในพื้นที่ เช่น เทศบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน โรงงานร่วมกันสนับสนุนหน้ากากอนามัย และ3.องค์กร หรือบริษัท โรงงานที่มีพื้นที่หลากหลาย ควรมีการจัดโซนพื้นที่สะอาด หรือคลีนนิ่งโซน อาจเป็นห้องๆ เป็นบริเวณที่มีการตรวจค่าพีเอ็มแล้วพบว่า ค่าพีเอ็มน้อยลง ก็สามารถจัดพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่อากาศดี สามารถให้มาทำกิจกรรมร่วมกันได้ หรือหากช่วงบ่ายอากาศเปลี่ยน กลายเป็นอีกพื้นที่อากาศดีกว่า ก็สามารถย้ายให้มาทำกิจกรรมตรงห้องนี้แทน เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า คร. มีการเฝ้าระวังหรือไม่ว่า ปัญหาฝุ่นส่งผลให้เกิดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มากขึ้นแค่ไหน นพ.ขจรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีฝุ่นละอองหากได้รับมาก จนส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจย่อมทำให้หากรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะมีความไวต่อเชื้อมากขึ้น ในเรื่องของตัวเลขนั้น ไม่สามารถบอกได้ขนาดนั้น เพราะเราดูตามกลุ่มโรค เช่น โรคทางผิวหนัง เราก็พบว่ามีอาการแพ้ คันสูงขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล แต่หากจะให้แยกว่า สาเหตุเกิดจากฝุ่นหรือไม่ หรือไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นมาจากฝุ่นหรือไม่ ตรงนี้ต้องตามกันเป็นปีๆ อย่างน้อย 5 -10 ปี แต่ ณ ขณะนี้ก็ยังไม่พบว่า มีโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่เปิดปัญหาฝุ่นแต่อย่างไร แต่ในอนาคตระยะใกล้ จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะยังต้องเฝ้าระวังอยู่อย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่าในสังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวที่อาศัยในจ.เชียงใหม่ ย้ายออกจากพื้นที่ หลังสถานการณ์ฝุ่นวิกฤต กระทบลูกชายวัย 4 ขวบเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นพ.ขจรศักดิ์ กล่าวว่า หากมีภาวะหลอดลมอักเสบ โพรงจมูกอักเสบก็อาจทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน แต่ก็จะเป็นความเสี่ยงเฉพาะบุคคล อย่างกลุ่มอาการแพ้ง่าย สิ่งสำคัญเราต้องช่วยกันทั้งเรื่องการป้องกันตนเอง และมาตรการแก้ปัญหาต้นเหตุด้วย เพราะในเรื่องสุขภาพก็ต้องระวังผลกระทบระยะยาว เนื่องจากฝุ่นพีเอ็มกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง และภูมิคุ้มกันลดลง ปอดอักเสบ เส้นเลือดหัวใจตีบตัน เป็นต้น