Skip to content

เชียงใหม่วิกฤต! ขึ้นแท่นพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด แพทย์เตือนฝุ่นพิษอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

31 มี.ค. 2569 | 14:05น.
เชียงใหม่วิกฤต! ขึ้นแท่นพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด แพทย์เตือนฝุ่นพิษอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

Landscape เชียงใหม่ วิกฤต! พบจุดความร้อนพุ่งสูงถึง 1,264 จุด ขึ้นแท่นพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด จุดความร้อนกระจุกตัวหนาแน่นในเขตป่าอนุรักษ์ โดยเฉพ่าะอำเภอเชียงดาว ค่าฝุ่นพุ่ง 600 ไมโครกรัม แพทย์ มช. เตือนอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์มลพิษทางอากาศและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือเข้าขั้นวิกฤตถึงขีดสุด ทั้งนี้ จาก Landscape ข้อมูลดาวเทียมล่าสุด (วันที่ 31 มีนาคม 2569) พบว่าจังหวัดเชียงใหม่ถูกยกระดับเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด เนื่องจากมีการกระจุกตัวของจุดความร้อนในเขตป่าอนุรักษ์หนาแน่นที่สุดในภาคเหนือ ซึ่งพบปริมาณฝุ่นควันและจุดเผาไหม้พุ่งทะยานทำลายสถิติรายวัน

พลิก “Landscape” ป่าอนุรักษ์กลายเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม

​รายงานจากระบบติดตามจุดความร้อนรายวัน (Warroom) แสดงให้เห็น Landscape ของวิกฤต ที่กระจายตัวหนาแน่นใน 17 จังหวัดภาคเหนือ มียอดรวมจุดความร้อนสะสมสูงถึง 5,612 จุด โดยจังหวัดเชียงใหม่เพียงจังหวัดเดียวครองอันดับ 1 ซึ่งพบจุดความร้อนพุ่งสูงถึง 1,264 จุด (นับรวมจากดาวเทียม NOAA และ Suomi-NPP)

โดยข้อมูลเชิงลึกจากภาพถ่ายดาวเทียมระบุชัดเจนว่า ภูมิทัศน์ของการจุดไฟ ส่วนใหญ่กระจุกตัวหนาแน่นอยู่ในเขต “ป่าอนุรักษ์” และพื้นที่เขาสูงชันทางตอนเหนือของจังหวัด โดยเฉพาะในเขตอำเภอเชียงดาว, พร้าว และไชยปราการ ซึ่งสภาพภูมิประเทศที่สลับซับซ้อนนี้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าควบคุมเพลิง ส่งผลให้สถานการณ์ลุกลามเป็นวงกว้าง

วิกฤตมลพิษ 5 อันดับพื้นที่ “สีแดงเข้ม”

ในส่วนของค่าฝุ่น PM2.5 ข้อมูลระบุว่า Landscape ของมลพิษ ในวันนี้อยู่ในระดับอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพ โดยมี 5 อันดับพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงสุด ได้แก่ 1.​รพ.สต.บ้านทุ่งข้าวพวง (อ.เชียงดาวจำนวน 646 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) 2.รร.บ้านออน (อ.เชียงดาวจำนวน 558 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

3.รพ.สต.บ้านเมืองงาย (อ.เชียงดาวจำนวน 536 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) 4.โรงพยาบาลสะเมิง (อ.สะเมิง จำนวน 490 ไมโครกรัมต่อลูดบาศก์เมตร) 5.รพ.สต.บ้านปางเฟือง (อ.เชียงดาวจำนวน 469 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

กล่าวคือ ค่าฝุ่นที่พุ่งทะลุ 600 ไมโครกรัมในเขตอำเภอเชียงดาว สะท้อนให้เห็นว่าสภาพอากาศปิดได้กักขังกลุ่มควันจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไว้ในแอ่งกระทะ ทำให้คุณภาพอากาศในพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุดอยู่ในเกณฑ์วิกฤตต่อเนื่อง

แพทย์เตือน ฝุ่นพิษอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เกิดขึ้นอย่างหนักในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงอยู่ในระดับที่รุนแรงและต่อเนื่อง โดยมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ ฝุ่นละออง PM2.5 เป็นมลพิษทางอากาศที่มีอนุภาคขนาดเล็กมาก มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมประมาณ 20 เท่า เมื่อหายใจเข้าสู่ร่างกาย สามารถเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของทางเดินหายใจ เข้าสู่ถุงลมปอดและหลอดลมได้

นอกจากนี้ ยังมีฝุ่นขนาดเล็กมากระดับ PM0.1 ซึ่งสามารถผ่านถุงลมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองอุดตัน หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองตีบ หอบหืดกำเริบ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระบบต่างๆ ของร่างกาย นำไปสู่ภาวะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

รศ.นพ.นเรนทร์ กล่าวต่อว่า ในสภาวะเช่นนี้ ขอแจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นควันเพิ่มเติม และควรติดตามรายงานคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ผ่านแอปพลิเคชันรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ หรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนการดำเนินชีวิตประจำวัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติตนเมื่อค่าฝุ่น PM2.5 สูง หากระดับฝุ่นเกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากระดับฝุ่นเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคาร งดการออกกำลังกายกลางแจ้งทุกประเภท เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการแข่งขันกีฬา และหากระดับฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ควรงดออกนอกอาคาร ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด และใช้เครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จำเป็นต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง PM2.5 ชนิด N95 อย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกัน สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือเวียนศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที

สำหรับอาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้รับการปรับปรุงให้เป็น “อาคารปลอดฝุ่น PM 2.5” โดยติดตั้งระบบกรองอากาศแบบแรงดันบวก (Positive Pressure) ติดตั้งม่านกันฝุ่นนาโนไฟเบอร์เพื่อลดปริมาณฝุ่นเข้าอาคารพร้อมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศและแผ่นกรอง HEPA Filter ที่สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมครอนได้ไม่น้อยกว่า 99.97% ทั้งนี้ภายในอาคารได้มีการติดตั้งเซนเซอร์วัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 เพื่อติดตามปริมาณฝุ่นแบบ Real-time เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ และเสริมความมั่นใจแก่ผู้ป่วยและญาติในการเข้ารับบริการ

วิกฤต​ภาพรวมในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ชี้ชัดว่า Landscapeการจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ของจังหวัดเชียงใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญที่สุด เมื่อจุดความร้อนในเขตป่าอนุรักษ์พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันในหลายจุดจนยากแก่การควบคุม