“บล.คิงส์ฟอร์ด” ปรับเกมธุรกิจรุกปล่อยกู้เครดิตบาลานซ์ 2 พันล. หวังพลิกกำไร 19 ล้าน
บล.แอพเพิลเวลธ์ ปรับโฉมใหม่เปลี่ยนชื่อใต้เงา “บล.คิงส์ฟอร์ด” หลังดึงกองทุนส่วนบุคคลรายใหญ่จากอังกฤษเป็น “Strategic Partner” รุกปล่อยกู้เครดิตบาลานซ์ปีนี้ 2 พันล้านบาท ปักธงพลิกมีกำไร 19 ล้านบาท คาดในปี 63-64 ดัน “คิงส์ฟอร์ดโฮลดิ้ง” เข้าตลาด Mai
นายวรากรณ์ กุนทีกาญจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2562 บริษัทคาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 19 ล้านบาท พลิกกลับมาเป็นบวกจากปีก่อนที่มีผลขาดทุนอยู่ประมาณ 89 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้พันธมิตรทางธุรกิจอย่าง บริษัท คิงส์ฟอร์ด โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคลรายใหญ่จากประเทศอังกฤษเข้ามาเป็น Strategic Partner โดยได้รับเงินทุนในการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะการปล่อยกู้เครดิตบาลานซ์ (Credit Balance) ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะปล่อยกู้ได้ถึง 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ที่ 300 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5.5%
“บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กรและธุรกิจไปแล้วเกิน 50% คาดว่าครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยเรามีการเพิ่มสัดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นเพิ่มเติมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) ธุรกรรมบล็อกเทรด หรือธุรกิจวาณิชธนกิจ/ที่ปรึกษาทางการเงิน”
ขณะนี้มีดีลเสนอขายหุ้นใหม่ IPO ที่อยู่ระหว่างเจรจาประมาณ 3-5 ราย ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์ตราสารหนี้ ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้ และ ICO ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเป็นผู้ให้บริการ ICO Portal โดยคาดว่าปี 62 จะช่วยทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียม/บริการ/ที่ปรึกษา เพิ่มเป็นขึ้น 6% จากปีก่อนอยู่ที่ 0.3% และรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 14.5% จากเดิมที่อยู่ที่ 14% เพื่อไม่ให้เป็นการพึ่งพารายได้จากค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์มากจนเกินไป ซึ่งปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้จากค่านายหน้าอยู่ที่ 82% คาดว่าในปี 62 จะลดลงมาเหลือ 75%
ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อยู่ที่ 6% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 6.78% ซึ่งจะมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้ารายย่อย โดยจะออกโปรดักต์ใหม่ๆ และเพิ่มจำนวนมาร์เก็ตติ้งในปีนี้เป็น 450 ราย จากเดิมที่อยู่ที่ 350 คน ซึ่งจะช่วยผลักดันเป้าหมายการเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยที่บริษัทตั้งเป้าจะเติบโตเป็น 50% ภายใน 3 ปี โดยคาดว่าปีนี้จะมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 3.5 หมื่นราย จากปัจจุบันที่มีอยู่ 2.5 หมื่นราย หรือเพิ่มขึ้น 50% ขณะเดียวกันจะยังคงรักษาฐานลูกค้าสถาบันต่างชาติที่มีอยู่ 2-3 ราย ซึ่งขณะนี้มีคุยอยู่หลายรายเช่นกันแต่เจรจายังไม่ลงตัว
อย่างไรก็ดีคาดว่าภายในปี 2563-2564 บริษัท คิงส์ฟอร์ดโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บล.คิงส์ฟอร์ด มีแผนจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งอาจจะอยู่ในตลาด Mai หากผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
นายประจวบ ศิริรัตน์บุญขจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บล.คิงส์ฟอร์ด กล่าวว่า “ในปีนี้คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ จะยังคงแข่งขันดุเดือดต่อเนื่องและมีแนวโน้มไปถึงในระยะยาว เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะปรับโครงสร้างรับมือจากภาวะนี้อย่างไร แต่อย่างไรก็ดีคาดว่าปีนี้จะเห็นการลดลงของจำนวนผู้เล่นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการควบรวม ขณะนี้บริษัทเองก็อยู่ระหว่างศึกษาการควบรวมด้วยเช่นกัน แต่คาดว่าจะยังไม่สามารถเห็นชัดเจนได้ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งบริษัทจะต้องได้ประโยชน์ถึงจะทำ” นายประจวบกล่าว
“อย่างไรก็ดีแผนลงทุนด้านไอทีในปีนี้วางไว้ไม่เกิน 10-20 ล้านบาท เนื่องจากก่อนหน้านี้ลงทุนโครงสร้างไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวที่ใช้ในปีนี้ก็เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบ Output การซื้อขาย และสื่อสารข่าวสารให้ลูกค้าเข้าถึง ซึ่งจะอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น” นายประจวบกล่าว