“บิ๊กแดง” บทบาทก่อน-หลังเลือกตั้ง 62 “หนักแผ่นดิน-รักษามรดก ร.5 และดัดจริตประชาธิปไตย”
พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นายทหารผู้สร้างปรากฏการณ์ปกป้องกองทัพด้วยชีวิต ในหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ไลน์อำนาจ 1 ใน 5 เสือกองทัพบก จากแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. คนที่ 41 เมื่อ 1 ตุลาคม 2561 มีอายุราชการถึงปี 2563
ก่อนการเลือกตั้ง ได้สร้างปรากฏการณ์ “หนักแผ่นดิน” หลังให้สัมภาษณ์สื่อกรณีพรรคการเมืองอย่างเพื่อไทย และอนาคตใหม่ รณรงค์หาเสียง ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ให้ตัดงบกระทรวงกลาโหมไปพัฒนาประเทศด้านอื่น และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ว่าให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน หลังจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย ปราศรัยและขึ้นเวทีดีเบต เสนอนโยบายตัดงบกลาโหม 10% และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
เมื่อผู้สื่อข่าวก็นำประเด็นนี้ไปถาม พล.อ.อภิรัชต์ ตอบว่า “ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง”
จากนั้นเกิดการกระทบกระทั่งกับนักการเมือง ที่เป็นอดีตนายตำรวจ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส โดยกองทัพบกร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ใน 2 ฐานความผิด คือ ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ และฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ด้วยวิธีการเผยแพร่ ด้วยประการใดๆ ต่อสาธารณชน จากกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต่อว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารขณะลงพื้นที่หาเสียง ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี
พล.อ.อภิรัชต์ ตอกย้ำด้วยการเรียกบังคับหน่วยระดับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ทั่วประเทศ 796 นาย เข้าร่วมกล่าวคำปฏิญาณว่า “ข้าพระพุทธเจ้า จักรักษามรดกของพระองค์ท่าน ไว้ด้วยชีวิต” จำนวน 3 รอบ เบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ภายในกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อแสดงออกถึงการทำหน้าที่ทหารในการรักษากองบัญชาการกองทัพบก ที่รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นผู้ก่อตั้ง
หลังการเลือกตั้ง 9 วัน ระหว่างที่พรรคการเมืองต่างๆ วิ่งจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดยมีฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” และเรียกอีกฝ่ายว่า “ฝ่ายสืบทอดอำนาจ”
ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ ต้องออกสารชี้แจง เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวัน “ข้าราชการพลเรือน” ข้อความตอนหนึ่งว่า “มีผู้ไม่หวังดีบางคนบางกลุ่มได้พยายามบิดเบือนข่าวสารข้อเท็จจริงในหลายประเด็นมีการใช้โซเชียลมีเดียและใช้บุคคลบางกลุ่มเข้ามาปลูกฝังแนวคิดที่ไม่ถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อมุ่งหวังให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบและบ่อนทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”
อีก 1 วันถัดมา พล.อ.อภิรัชต์ แจ้งข่าวทั้งสำนักข่าวในเมืองไทย และต่างประเทศ ให้เข้ารับฟังการแถลงท่าทีของกองทัพที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.)
โดยมีใจความหลัก เช่น กองทัพสง่างามขึ้น เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาค และ ผบ.หน่วยทั้งหลาย เป็นต้นแบบให้ทหารในกองทัพบก และทหารทำงานในการพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือ พระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอว่าทหารจะต้องอยู่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง
มีความตอนหนึ่งถึง “นักการเมือง” ว่า “การไม่ยอมรับกติกาในปัจจุบันนั้น เรามีกติกากันอยู่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ถ้าจะพูดกันให้เข้าใจก็เหมือนการแข่งขันฟุตบอล ประเภทแบบฟุตบอลแพ้ แต่คนเชียร์ไม่แพ้ มันไม่ใช่ ถ้าประเทศไทยไม่ยอมรับกติกาที่มีอยู่ แบ่งแยกระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา ผมถามว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการ ผมถามว่าเราเป็นคนไทยด้วยกันหรือไม่ วาทกรรมนี้ถูกแบ่งมาเพื่ออะไร เพื่อแบ่งแยกประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตามที่ได้คะแนนเสียง 8 ล้าน 7 ล้าน 4 ล้าน 5 ล้าน มารวมกัน เป็น 20 หรือ 30 ล้านเสียง นั่นหมายความว่าต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหรืออย่างไร ในวันนี้ยังคิดถึงกันแบ่งฝ่ายแบ่งแยกกันอยู่ ทำไมไม่เคารพกติกา แล้วก็ไปสู้กันในรัฐสภา”
พร้อมด้วยวรรคทอง ที่ถูกนำไปกล่าวถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง คือ “อย่าไปเอาความซ้ายจัดที่ไปเรียนมา แล้วมาดัดจริต”
“ขอร้องนิสิตนักศึกษาครูอาจารย์ข้าราชการหลายท่านไปร่ำไปเรียนศึกษาต่างประเทศกันมา ไม่ว่าจะประเทศใดก็ตามท่านไปเรียน บางท่านได้ทุนของราชการไป หรือได้ทุนของในวังไปร่ำไปเรียนมา แต่สิ่งที่ท่านไปร่ำไปเรียนมา ผมขอเน้นอย่างว่าท่านไปเรียนระบอบประชาธิปไตยของประเทศอะไรมาผมไม่ได้ว่า แต่ระบอบประชาธิปไตยในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีวัฒนธรรมของระบอบประชาธิปไตยของตัวเอง ท่านลองถามตัวเองว่าเมื่อท่านไปอยู่ประเทศอื่น ไปศึกษาไปเรียน หรือไปเที่ยวประเทศอื่น ทำไมท่านจะต้องปรับตัวให้เข้ากับประเทศอื่นตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้น”
“ผมถามว่าคนรวยมีอำนาจไม่ต้องติดคุกหรืออย่างไร ไม่ยอมรับกติกาหรืออย่างไร แล้วคนที่เขามีเงิน มีอำนาจแล้วที่ติดคุก ทำไมไม่ดูตัวอย่าง ไม่สงสารเขาบ้าง ทำไมเขายอมรับ…แต่ไม่ใช่พยายามจะเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อย่าไปเอาความซ้ายจัดที่ไปเรียนมา แล้วมาดัดจริต ประเทศอื่นเขาไม่มีที่จะมีแบบนี้ นี่คือเมืองสยาม เมืองแห่งรอยยิ้มเมืองที่เรามีระบอบประชาธิปไตยของเราแบบนี้”
ในการแถลงเปิดใจล่าสุด ผบ.ทบ. บอกด้วยว่าจะเป็นการพูดครั้งสุดท้าย…จนกว่าจะจบพระราชพิธี บรมราชาภิเษก
พล.อ.อภิรรัชต์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง 10 ตำแหน่ง และในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นอีก 1 ตำแหน่ง คือวุฒิสมาชิก เป็นตำแหน่งที่ 11
1.ผู้บัญชาการทหารบก 2.นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 3.หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ 4.ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจ 904 (ผบ.ฉก.904) 5.เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 6.รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 7.คณะกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 8.ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 9.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 10.คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
ส่วนตำแหน่งหมายเลข 11 คือ ตำแหน่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ระบุว่า ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก คือ 1 ใน 6 วุฒิสมาชิก ที่เป็นโดยตำแหน่ง รวมกับปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
โดยจะมีการประกาศรายชื่อ ส.ว. ทั้งหมด 250 คน ภายหลังการประกาศรายชื่อ ส.ส. ครบ 500 คน