ส.การค้าพืชไร่ ร้อง 2 รมต.ทบทวนมาตรการดูแลการนำเข้าข้าวสาลี ป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด หลังนาราคาทรุด
ส.การค้าพืชไร่ ร้อง 2 รมต.ทบทวนมาตรการดูแลการนำเข้าข้าวสาลี ป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด หลังนาราคาทรุด – ด้าน ก.เกษตรยืนยันข้าวโพดหลังนาทำกำไรดีไร่ละ 2 พันบาท
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาตธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2562 นายสุรัช สุริยะเกษ รองนายกสมาคมการค้าพืชไร่ ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงอธิบดีกรมการค้าภายใน และกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ขอให้ตรวจสอบปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีที่นำเข้ามาผลิตอาหารสัตว์ และทบทวน มาตรการดูแลการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งเดิมรัฐกำหนดสัดส่วนให้ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน เพื่อได้สิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วนโดยไม่เสียภาษี
เบื้องต้นในปี 2561 คาดว่ามีความต้องการใช้ข้าวโพด 5.49 ล้านตัน มีการนำเข้าข้าวสาลี 1.83 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตมีปริมาณ 5.003 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ จึงเอกชนบางส่วนหันไปนำเข้ากากข้าวโพด (DDGS) คาดว่าจะมีปริมาณถึง 901,410 ตันมาแทนข้าวโพด และยังมีการนำเข้าวัตถุดิบอื่น เช่น กากรำ ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านอีกส่วนหนึ่ง ส่งผลทำให้โรงงานอาหารสัตว์ลดการใช้ข้าวโพดในประเทศลดถึง 1.8 ล้านตัน ประเด็นนี้ไม่เพียงทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำลง แต่ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจข้าวโพดจากสหรัฐแฝงมาสวมสิทธิ์เป็นข้าวโพดเพื่อนบ้านส่งมายังประเทศไทยด้วย
“ช่วงเดือนมกราคม 2562 ราคาข้าวโพดในประเทศปรับขึ้นไปสูงมากเกินกว่าราคาที่ขอความร่วมมือ กก.ละ 8.00 บาท แต่หลังจากผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดหลังสิ้นสุดโครงการข้าวโพดหลังนา กลุ่มโรงงานผลิตอาหารสัตว์ประกาศหยุดรับซื้อข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562- ปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาข้าวโพดในท้องตลาดปรับลดลง และเมื่อตรวจสอบตัวเลขการนำเข้าจากข้อมูลกรมศุลกากรพบว่าวัตถุดิบอาหารสัตว์มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นดังกล่าว จึงต้องออกมาเรียกร้องเพื่อช่วยรักษาอาชีพของเกษตรกร”
สำหรับมาตรการที่เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดำเนินการเร่งด่วน 5 ด้าน ได้แก่ 1) ทบทวนมาตรการนำเข้าข้าวสาลีให้กลับมาใช้กลไกทางภาษีอากร ควบคู่กับการกำหนดสัดส่วนการนำเข้า 2) กำหนดมาตรการนำเข้า DDGS โดยทบทวนอัตราภาษีและกำหนดสัดส่วนนำเข้า 3) เข้มงวดต่อคุณภาพวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า โดยเฉพาะจากยูเครน ซึ่งมีโอกาสเกิดกัมนตภาพรังสีเจือปน 4) เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบสัดส่วนปริมาณการใช้ข้าวโพดปี 2561-มี.ค.2562 เพื่อการนำเข้าขาวสาลีอาหารสัตว์และข้าวบาร์เลย์อาหารสัตว์ และ 5) ตรวจสอบข้าวโพดนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีโอกาสนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐหรือพื้นที่อื่นมาสวมสิทธิ
อีกด้านหนึ่งนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2561/62 ที่ปลูกตั้งแต่พฤศจิกายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562 ในเขตภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากต้นทุนการปลูก หากเทียบกับข้าวนาปรัง เช่น กำแพงเพชร ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,768 บาท/ไร่ ผลผลิตความชื้น 14.5% ขายกก.ละ ละ 8.00 บาท ได้ผลตอบแทน 7,357 บาท/ไร่ กำไร 2,589 บาท/ไร่ ขณะที่ต้นทุนการปลูกข้าวนาปรัง 4,231 บาท/ไร่ ผลผลิตความชื้น 15% ขายราคากก.ละ 7.40 บาท ผลตอบแทน 5,325 บาท/ไร่ กำไร 1,095 บาท/ไร่ เป็นต้น ทั้งนี้ ใน 5 จังหวัดมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลังนารวม 278,038 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วม 19,520 ราย เก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่มีนาคม – พฤษภาคม 2562 รวมปริมาณ 267,190 ตัน คาดว่าจะสร้างรายได้เข้าสู่ 5 จังหวัดไม่ต่ำกว่า 2,147.61 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 756.45 ล้านบาท มากกว่าการปลูกข้าวรอบสองถึง 127% เทียบกับการปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่เท่ากัน