เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“พูลอุดม”ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain รับทิศทางการค้าโลก
SD “พูลอุดม”ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain รับทิศทางการค้าโลก
ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 100 บาท ทองรูปพรรณ 69,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 100 บาท ทองรูปพรรณ 69,300 บาท
จบที่ 18 ปี ? Nike กำลังจะหลุด S&P 100 เตรียมแผนฟื้นธุรกิจครั้งใหญ่
Business จบที่ 18 ปี ? Nike กำลังจะหลุด S&P 100 เตรียมแผนฟื้นธุรกิจครั้งใหญ่
ประสานเสียงผ่าทางตัน กสทช. กระทุ้งเลขาฯ จัดประชุมบอร์ดโดยไม่มี ‘นพ. สรณ’
Tech ประสานเสียงผ่าทางตัน กสทช. กระทุ้งเลขาฯ จัดประชุมบอร์ดโดยไม่มี ‘นพ. สรณ’
ประมงกาฬสินธุ์ยอมรับ ‘หมอคางดำ’ โผล่เขื่อนรับปาว จ่อลุยตรวจเชิงลึก 12 ก.ย.นี้
เศรษฐกิจภูมิภาค ประมงกาฬสินธุ์ยอมรับ ‘หมอคางดำ’ โผล่เขื่อนรับปาว จ่อลุยตรวจเชิงลึก 12 ก.ย.นี้
แห่ขาย ‘บ้านมือสอง’ พุ่ง 1.9 แสนหน่วย ราคา 10 ล้านอัพเกลื่อน ‘กทม.-ปริมณฑล’
Real Estate แห่ขาย ‘บ้านมือสอง’ พุ่ง 1.9 แสนหน่วย ราคา 10 ล้านอัพเกลื่อน ‘กทม.-ปริมณฑล’
โพลมช. เผย Gen z ภาคเหนือฮิตอาชีพ “ไอที-AI” แซง “หมอ” ชี้ ได้ 3 ภาษาถึงรอดในตลาด
เศรษฐกิจภูมิภาค โพลมช. เผย Gen z ภาคเหนือฮิตอาชีพ “ไอที-AI” แซง “หมอ” ชี้ ได้ 3 ภาษาถึงรอดในตลาด
เปิดสเปก มิตซูบิชิ ปาเจโรเวอร์ชั่นไทย มี 3 รุ่นย่อย เปิดตัว 19 ต.ต.นี้
Automotive เปิดสเปก มิตซูบิชิ ปาเจโรเวอร์ชั่นไทย มี 3 รุ่นย่อย เปิดตัว 19 ต.ต.นี้
ปตท. เคลียร์ข่าวดีลโรงกลั่น รับคุยพันธมิตรหลายราย-ยังไร้ข้อสรุป
Finance ปตท. เคลียร์ข่าวดีลโรงกลั่น รับคุยพันธมิตรหลายราย-ยังไร้ข้อสรุป
เอกชนโคราชจี้รัฐวางแผน “พืชสวนโลก 2572” เสนอดันอำเภอคง ตลาดกลางเกษตรอีสาน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอกชนโคราชจี้รัฐวางแผน “พืชสวนโลก 2572” เสนอดันอำเภอคง ตลาดกลางเกษตรอีสาน
ดูทั้งหมด

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ สิ่งของเครื่องใช้ของพระราชาที่ต้องถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

04 พ.ค. 2562 | 09:50น.

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีเครื่องประกอบพระราชพิธีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเครื่องประกอบพระราชพิธีล้วนแต่เป็นสิ่งอุดมมงคลเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเป็นเครื่องเฉลิมพระราชอิสริยยศแห่งองค์พระมหากษัตริย์

เครื่องประกอบพระราชพิธีทั้งหมดแบ่งออกเป็น 8 หมวด ได้แก่ 1.หมวดพระเจ้า 2.หมวดพระราชสิริ 3.หมวดเครื่องพระมุรธาภิเษก 4.หมวดเครื่องต้น 5.หมวดเครื่องพิชัยสงคราม 6.หมวดพระแสง 7.หมวดเครื่องสูง 8.หมวดเครื่องราชูปโภค ซึ่งบางหมวดจะเชิญมาเฉพาะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นการเฉพาะ แต่บางสิ่งเป็นเครื่องราชูปโภคที่ทรงใช้สอยเป็นประจำและจะต้องทอดถวายเพื่อประกอบพระราชอิสริยยศเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีต่าง ๆ

 

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอาจเรียกได้อีกอย่างว่า เครื่องขัตติยราชูปโภค หรือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งหมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์ ในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 8 หมวด มีสิ่งที่เรียกว่า “เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์” อันหมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ 5 องค์ที่เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นพระราชารวมอยู่ด้วย และเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งที่จะทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อแสดงถึงพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

คติความเชื่อประการหนึ่งที่เกี่ยวกับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์นั้นสันนิษฐานว่า มีที่มาจากความเชื่อในพระพุทธศาสนา โดยในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนประสูติของพระพุทธเจ้าว่า ได้ปรากฏเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5 สิ่งขึ้นเองโดยไม่มีผู้ถือ ซึ่งเป็นนัยที่แสดงถึงพระบรมเดชานุภาพและพระบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่แห่งองค์มหาบุรุษ นอกจากนี้ ในคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ซึ่งชำระในสมัยรัชกาลที่ 1 ยังกล่าวถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5 ที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งไปถวายพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะแห่งลังกา เพื่อเป็นเครื่องเบญจราชมงคลราชาภิเษก อันประกอบไปด้วย วาลวิชนี พระมหาพิชัยมงกุฎ พระขรรค์ เศวตฉัตร และฉลองพระบาทแก้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้เป็นอย่างดี

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในอดีตมีความแตกต่างกันบ้างตามยุคสมัย โดยเครื่องใช้ทั้ง 5 องค์นั้นประกอบด้วย พระมหามงกุฎ พระแสงขรรค์ วาลวิชนี ฉลองพระบาท และพระมหาเศวตฉัตร หรือธารพระกร (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

ในอดีตถือกันว่าพระมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในบรรดาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ แต่ในสมัยหลังถือกันว่า พระมหามงกุฎ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต่อมาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้จัดเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5 องค์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกรชัยพฤกษ์ วาลวิชนี ฉลองพระบาทเชิงงอน ซึ่งแต่ละองค์มีรายละเอียดและคติความหมาย ดังต่อไปนี้

 

Advertisement

พระมหาพิชัยมงกุฎ

เป็นเครื่องราชศิราภรณ์ในหมวดพระเครื่องต้น สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองคำดุนลายลงยาประดับเพชร น้ำหนัก 7.3 กิโลกรัม ขนาดความสูงรวมยอด 66 เซนติเมตร เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นยอด หรือพระราชาธิบดีผู้ทรงเป็นประมุขสูงสุดของแผ่นดิน น้ำหนักที่มากของพระมหาพิชัยมงกุฎ ยังมีความหมายถึงพระราชภาระอันหนักที่ทรงแบกรับไว้ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินอีกด้วย

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสำคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็จะทรงรับไว้แล้วทรงวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียร อันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลมาจากราชสำนักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดำรงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว นับแต่นั้นมาจึงถือว่า พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าช่วงเวลาที่ทรงสวมมหาพิชัยมงกุฎเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง

 

พระแสงขรรค์ชัยศรี

พระแสงขรรค์ หมายถึง อาวุธที่มีลักษณะเป็นมีดยาวคล้ายดาบที่มีคมทั้ง 2 ด้าน ตรงกลางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นสันนูนคล้ายคมหอก มีด้ามสั้น ใช้สำหรับการต่อสู้ระยะประชิดตัว ถือกันว่าเป็นอาวุธอันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ และเป็นอาวุธของเทพยดาองค์สำคัญ

พระแสงขรรค์ชัยศรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์นั้น ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 2327 ชาวประมงเมืองเสียมราฐทอดแหในทะเลสาบเขมร และได้พระแสงขรรค์นี้ขึ้นมา เห็นว่าเป็นของโบราณที่มีความประณีตงดงามมากเกินกว่าจะเป็นของสามัญชน กรมการเมืองเสียมราฐจึงได้นำพระขรรค์นี้ไปมอบให้กับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองและเสียมราฐในขณะนั้น ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงทำด้ามและฝักของพระแสงขรรค์ชัยศรีขึ้นใหม่ ทำด้วยทองคำลงยาลายเทพนมประดับอัญมณี โคนพระแสงที่ต่อกับด้ามสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑคร่ำทอง พระแสงขรรค์องค์นี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว 64.5 เซนติเมตร เมื่อประกอบด้ามแล้วยาว 88.9 เซนติเมตร หนัก 1,300 กรัม เมื่อสวมฝักแล้วยาว 101 เซนติเมตร หนัก 1,900 กรัม พระแสงขรรค์ชัยศรีจึงเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพระราชอำนาจ ความกล้าหาญ และพระราชอาญาสิทธิ์ในการปกครองแผ่นดิน

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์อัศจรรย์ของพระแสงขรรค์ชัยศรีไว้ว่า เมื่อวันที่เชิญพระแสงขรรค์มายังพระบรมมหาราชวังได้เกิดพายุอย่างหนัก มีอสนีบาตหรือฟ้าผ่าลงที่ศาลาลูกขุนใน และกล่าวกันว่ามีอสนีบาตตกในพระนคร 7 แห่ง ตามเส้นทางที่อัญเชิญพระขรรค์มา แม้กระทั่งในพระบรมมหาราชวังก็เกิดอัสนีบาตตกที่ประตูวิเศษชัยศรี และประตูพิมานชัยศรี ขณะที่อัญเชิญพระแสงขรรค์ผ่านเข้าไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงพระราชทานนามพระแสงขรรค์องค์นี้ว่า “พระแสงขรรค์ชัยศรี” และเนื่องด้วยเหตุอัศจรรย์นี้ ประตูพระบรมมหาราชวังทั้ง 2 แห่ง จึงมีสร้อยนามเหมือนพระแสงขรรค์ชัยศรี

 

ธารพระกรชัยพฤกษ์

ธารพระกรชัยพฤกษ์ หรือไม้เท้า ที่ใช้เป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ด้ามยาวกลึงเป็นแท่ง ลงรักปิดทอง ส่วนหัวกลึงเป็นรูปหัวเม็ด และส่วนส้นเป็นเหล็กคร่ำทอง ปลายส้นเป็นสามแฉกคล้ายส้อม มีลักษณะเหมือนไม้เท้าของพระภิกษุที่ใช้ในการชักบังสุกุล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระราชทานนามว่า “ธารพระกรชัยพฤกษ์”

ธารพระกรเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่ปรากฏรายนามมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ อาจมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ทรงบริหารแผ่นดินด้วยความสุขุมลึกซึ้ง ดังผู้มีวัยวุฒิและทรงคุณธรรม ขณะเดียวกันยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการทรงพระชนมพรรษายั่งยืนนานด้วย

 

วาลวิชนี

วาลวิชนี ประกอบด้วยของ 2 สิ่ง คือ พัดกับพระแส้ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความหมายว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พัดพาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ราษฎร ตลอดจนปัดเป่าสิ่งอวมงคลและผองภัยทั้งหมดให้สูญสลายไปจากอาณาประชาราษฎร์ และพระราชอาณาจักร

วาลวิชนี ประกอบด้วย 2 คำ คือ วาล แปลว่า ขนสัตว์ หรือหางสัตว์ และวิชนี แปลว่า พัด ดังนั้น วาลวิชนีจึงหมายถึงพัดที่ทำด้วยขนสัตว์ แต่วาลวิชนีซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นพัดใบตาลปิดทอง เรียกอีกอย่างว่า “พัชนีฝักมะขาม”

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแส้ขนหางจามรีขึ้นอีกองค์หนึ่งสำหรับเป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ด้ามเป็นแก้วเจียระไน ประกอบด้วยทองคำลงยา ด้วยมีพระราชดำริว่า การใช้พัดใบตาลนั้นไม่ถูกต้อง เพราะคำว่า วาล แปลว่า ขนของจามรี ต่อมาจึงได้นำทั้งพัดและพระแส้มาใช้ด้วยกัน โดยเรียกสิ่งของทั้ง 2 สิ่งรวมกันว่า “วาลวิชนี”

 

ฉลองพระบาทเชิงงอน

ฉลองพระบาท หรือรองเท้า เป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ การกำหนดให้ฉลองพระบาทเป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์นั้นสันนิษฐานว่าเป็นคติความเชื่อที่ได้รับมาจากอินเดีย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างฉลองพระบาทเชิงงอนขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีฝังเพชร ภายในบุกำมะหยี่ ปลายงอนเป็นตุ่มแหลมคล้ายดอกลำดวน ซึ่งลักษณะเช่นนี้ปรากฏว่าชาวอาหรับ หรือชาวเปอร์เซีย และอินเดีย ใช้กันเป็นประจำ จากหลักฐานในภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา พบว่ามีการสวมฉลองพระบาทเชิงงอนด้วย ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่ามีการใช้ในราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยนั้น หรือก่อนหน้านั้น

ฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นของประดับเกียรติยศในขณะทรงเครื่องต้นประทับบนพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร โดยมิได้ทรงสวมใส่สำหรับพระราชดำเนินด้วยพระบาท เนื่องจากฉลองพระบาทเชิงงอนมีน้ำหนักมากถึง 650 กรัม

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้เชิญฉลองพระบาทเชิงงอนมาสอดถวายที่พระยุคลบาท โดยเป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ประการสุดท้ายที่ถวาย เพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อมถวายความจงรักภักดี ฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นสัญลักษณ์แห่งการทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพในทุกหนทุกแห่งของพระราชอาณาจักรที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไป

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ร.10