ความวิตกสงครามการค้า หนุนดอลลาร์แข็งค่า
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 31.79/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (29/5) ที่ระดับ 31.82/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐจะทวีความรุนแรงขึ้น ภายหลังจากหนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศเตือนสหรัฐในวานนี้ว่า จีนพร้อมจะใช้แร่หายากในการตอบโต้สหรัฐในสงครามการค้า ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรและทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.78-31.82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.81/82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/5) ที่ระดับ 1.1139/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (29/5) ที่ระดับ 1.1150/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงต่อเนื่องภายใต้แรงกดดันจากสัญญาณบ่งชี้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอิตาลีกับสหภาพยุโรป (EU) ทั้งนี้คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลอิตาลี เพื่อขอให้อิตาลีชี้แจงเรื่องฐานะการคลังที่ตกต่ำลง โดยความเคลื่อนไหวนี้อาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางกฎหมายระหว่าง EU กับรัฐบาลผสมของอิตาลี ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาดูความคืบหน้าประเด็นการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1125-1.1144 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1131/33 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/5) ที่ระดับ 109.53/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (29/5) ที่ 109.23/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นายมาโกโตะ ซากุราอิ ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวเตือนว่า ญี่ปุ่นไม่ควรปรับเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไม่ระมัดระวัง เพียงเพื่อหนุนอัตราเงินเฟ้อ และเขาระบุว่าการที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำเป็นเพราะปัจจัยเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ โดยเขากล่าวว่า ความพยายามของ BOJ ในการบรรลุเป้าหมายของ BOJ ในการบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% เผชิญอุปสรรคจากความพยายามของบริษัทญี่ปุ่นในการกระตุ้นประสิทธิภาพการผลิต โดยบริษัทญี่ปุ่นรับมือกับภาวะขาดแคลนแรงงานโดยใช้วิธีปรับปรุงการดำเนินงาน และลงทุนในระบบอัตโนมัติ แทนที่จะใช้วิธีปรับขึ้นค่าแรง
ทั้งนี้ถ้อยแถลงนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ดำเนินมานานแล้วระหว่างสมาชิก 9 คนในคณะกรรมการกำหนดนโยบายของ BOJ โดยนางซากุราอิและสมาชิก BOJ บางคนมองว่า การผ่อนคลายนโยบายเป็นเวลานานจะส่งผลเสียมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่สมาชิก BOJ คนอื่น ๆ มองว่า BOJ สามารถดำเนินมาตรการได้มากกว่านี้เพื่อกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังคงกล่าวอีกว่า การปรับขึ้นภาษีการขายในเดือน ต.ค.อาจจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ถ้าหากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังไม่ปรับสูงขึ้นภายในช่วงนั้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.49-109.82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 109.74/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (30/5) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2562 (ประมาณการครั้งที่ 2) (30/5) ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน เม.ย. (31/5) การใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือน เม.ย. (31/5) ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (31/5)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.5/-2.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.55/-0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ