เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนบูม หวั่นสินค้าจีนถล่มไทยแย่งตลาด2แสนล.

16 ส.ค. 2562 | 09:00น.

ดาวรุ่งสตาร์ตอัพชี้ช่องตลาดอีคอมเมิร์ซไทยพุ่งปีละ 30% มูลค่า 2 แสนล้านต่อปี เผยพฤติกรรมคนไทยใช้โซเชียลมีเดียร์ช็อปปิ้งมากที่สุดในอาเซียน โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า-เครื่องสำอาง ด้านสมาคม startup กระทุ้งรัฐอัดมาตรการหนุนรายย่อย เน้นสร้างจุดแข็ง พร้อมป้องสินค้าจีนทะลักเข้าไทย

คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ผู้ร่วมเสวนา “CLMVT Cross-Border Digital Trade” โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันตลาดซื้อขายออนไลน์ไทยโตขึ้นปีละ 30% มูลค่ากว่า 2 แสนล้านต่อปี รูปแบบ business-to-consumer หรือ B2C การขายสินค้าไปยังผู้บริโภคทั่วโลกโดยตรง และ C2C เป็นการติดต่อโดยตรงระหว่างลูกค้ารายย่อยที่ซื้อขายกันเอง ซึ่งจุดเด่นของธุรกิจในลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้น เพราะแต่ละคนจะเป็นเจ้าของสินค้าและเปิดร้านค้าของตนเอง

โดยข้อมูลไพรซ์ซ่ามองว่า ผู้ประกอบการ SMEs และ startup ต้องเน้นเจาะกลุ่มพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่ชื่นชอบการช็อปปิ้งผ่าน 3 ช่องทางที่มาแรง ได้แก่ 1.ผ่านโซเชียลมีเดีย 50% 2.e-Market place 30% 2.online platform 20% โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ กลุ่มแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องสำอาง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

สำหรับอัตราการเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี ถือว่าก้าวกระโดดและสูงมากในช่วง 5 ปี หากผู้ประกอบการสามารถตั้งเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจการค้าออนไลน์ได้ถึง 30% ต่อปี หรือมากกว่านั้นก็สามารถต่อยอดได้ เพราะตลาดยังเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะ cross-border e-Commerce การค้าออนไลน์แบบไร้พรมแดนจะเริ่มเข้ามามีบทบาท เช่น การซื้อสินค้าจาก LAZADA มีทั้งหมด 75 ล้านชิ้น และ 80% คือสินค้าที่ส่งมาจากประเทศจีน

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการค้าออนไลน์ต้องรู้ คือ ปัจจุบันกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกัน 80% คือ คู่แข่งที่ไม่ได้อยู่ในประเทศ การแข่งขันในทุกวันนี้ไร้พรมแดน ดังนั้น ต้องหาช่องทางโดยตรงที่สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้า ขณะที่ตลาด CLMV ยังอยู่ในการพัฒนาระบบ ซึ่งตลาดรวมยังน้อยกว่าไทย ส่วนใหญ่ธุรกิจที่ไปลงทุนเป็นโซเชียลมีเดีย โดยปัจจุบันตลาดอินโดนีเซียน่าสนใจไม่แพ้เวียดนาม เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ แต่ต้องดูพันธมิตรให้ชัดเจนด้วย

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าห่วงคือสินค้าจากจีน สตาร์ตอัพที่ลงทุนสินค้าใหม่จะแข่งขันลำบาก ต้องเจาะกลุ่มให้ชัดเจน ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรมีมาตรการป้องกันสินค้าจากจีนที่ทะลักเข้ามา รวมถึงควรมีมาตรการกระตุ้นสตาร์ตอัพในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางในระยะเริ่มลงทุนโดยการยกเว้นภาษีให้ผู้ค้ารายย่อย

“ตอนนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตมาก สังเกตง่าย ๆ แค่ 1 เดือนมีคนช็อปปิ้ง 10 ล้านคน เป็นการซื้อขายผ่านเฟซบุ๊กเพราะง่ายต่อการสื่อสารทั้งรวดเร็วและดึงดูด โดยสินค้าที่มาแรง คือ แฟชั่น บิวตี้ อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟน ที่น่ากังวล คือ สินค้าจากจีนทะลัก ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการมีเกราะป้องกันพายุที่จะเข้ามา หาช่องทาง อาจจะยกเว้นภาษีในระหว่างเริ่มต้น”

ด้านนายพณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมการค้าเพื่อผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ และผู้บริหาร บริษัท ซีทรัส จำกัด กล่าวว่า เทรนด์สตาร์ตอัพไทยเริ่มเปลี่ยนจาก B2B เป็น B2C มากขึ้น เนื่องจากรายใหญ่เน้นการลงทุนเจาะฐานลูกค้า จึงเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูง เช่น Grab LAZADA จะทุ่มลงทุนเพื่อให้ได้ฐานลูกค้าเป็นสำคัญก่อน ส่งผลให้เกณฑ์ของ B2C

สำหรับสตาร์ตอัพใหม่ ๆ ของไทยจะเริ่มยากขึ้น ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มพัฒนาระบบ data และแอปพลิเคชั่นแข่งขันกัน และจุดอ่อนกลับเป็นการป้อนสินค้าให้กับรายใหญ่ หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบเท่านั้น ประกอบกับหากมองตลาดอาเซียน แม้จะมีทิศทางโตขึ้น แต่กลับเป็นแพลตฟอร์มและสินค้าจากจีนค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากจีนสามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้ระดับโกลบอล ดังนั้น สตาร์ตอัพไทยต้องเน้นสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง

ทั้งนี้ นโยบายปั้นสตาร์ตอัพที่ภาครัฐผลักดันถือว่ามาถูกทาง แต่ควรมีนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง และมองว่าการแก้ไขกฎหมายเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถตอบโจทย์แท้จริงได้ สิ่งสำคัญคือตัวผู้ประกอบการเองต้องสร้างอัตลักษณ์ตัวตนให้ชัดเจนด้วย รัฐและเอกชนต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน

“จริง แล้วเรามีสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ที่เก่ง ๆ เยอะ ตอนนี้เอกชนต้องผลักดันตัวเองด้วยซ้ำโดยไม่ต้องรอรัฐ เพราะรอแล้วไม่รู้เมื่อไรจะเสร็จ ไม่อยากให้มองระยะสั้น แต่รัฐต้องเป็นผู้นำ สร้างคอมมอนโกลของประเทศ และตั้งเป้าให้ชัดเจนว่าอยากได้สตาร์ตอัพไปทำอะไร ถ้าจะสร้างเพื่อนับจำนวน เรามองว่าประเทศจะแข่งขันลำบาก เพราะหลายประเทศลงทุนกับสตาร์ตอัพไปมากแล้ว”