เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
Finance กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
Politics ”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
News ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
Economic กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
World สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
Business เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
Economic จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
เปิดแคมเปญ UOB x ททท. เที่ยวไทยไปด้วยกัน บูมท่องเที่ยวในประเทศ กระตุ้นใช้จ่ายสู่ท้องถิ่น
Biz Movement เปิดแคมเปญ UOB x ททท. เที่ยวไทยไปด้วยกัน บูมท่องเที่ยวในประเทศ กระตุ้นใช้จ่ายสู่ท้องถิ่น
ศาลปกครองกลางยกฟ้อง เพิกถอน EHIA ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ชี้อยู่ในอำนาจ ครม.
Politics ศาลปกครองกลางยกฟ้อง เพิกถอน EHIA ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ชี้อยู่ในอำนาจ ครม.
เปิดฉาก Thailand Content Market 2026 ปลุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.3 หมื่นล้านเหรียญ
Economic เปิดฉาก Thailand Content Market 2026 ปลุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.3 หมื่นล้านเหรียญ
ดูทั้งหมด

ปิดฉาก ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 35 “RCEP” ที่ไม่มีอินเดีย ใครได้-ใครเสีย

07 พ.ย. 2562 | 09:20น.

ที่ประชุมระดับสุดยอดอาเซียน หรือ ASEAN Summit ครั้งที่ 35 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ได้ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2562 พร้อมความสำเร็จในการดำเนินงาน 10 ด้าน ก่อนส่งไม้ต่อตำแหน่งประธานอาเซียนให้ “เวียดนาม” ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพการประชุมในปี 2563 อย่างเป็นทางการ

ครั้งนี้ไทยสามารถผูกโยงระดับผู้นำ 17 ชาติ ทั้งอาเซียนและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่น อินเดีย จีน นิวซีแลนด์ รัสเซีย ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้เข้าร่วมด้วย สะท้อนภาพความสำเร็จการรวมกลุ่มในภูมิภาค ขับเคลื่อนงานตามวาระที่ไทยวางเป้าหมายไว้

เป้าหมายที่เป็นไฮไลต์สำคัญการประชุมระดับสุดยอดผู้นำครั้งนี้ คือ การประกาศบรรลุการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่ยืดเยื้อยาว 7 ปี เพื่อผนึก 10 ประเทศอาเซียนและพันธมิตร 6 ประเทศอย่าง จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า

ที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจฝ่ายไทย นำโดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อสรุปผลการเจรจา 20 ประเด็น ให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ผลปรากฏว่า “อินเดีย” สมาชิกมหาอำนาจ กลับเปลี่ยนท่าทีในช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้เหลือเพียง 15 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศรับรองผลสรุปการเจรจา เป็นที่มาของความสำเร็จ RCEP แบบ 15+1

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันว่า อินเดียไม่ได้ถอนตัวจากการเจรจา และไม่จำเป็นต้องเริ่มเจรจาใหม่ทั้งหมด เพียงแต่อินเดียขอเจรจาปรับรายการภาษีบางสินค้าใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ส่วนการลงนามและการบังคับใช้ความตกลง RCEP ซึ่งเดิมกำหนดว่าหลังลงนามช่วง ก.พ.-มี.ค. 2563 และจะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อ 1) สมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 5 ประเทศ (จาก 10 ประเทศ) และ 2) ประเทศนอกอาเซียนอย่างน้อย 4 ประเทศ (จาก 6 ประเทศ) ให้สัตยาบัน แต่เมื่ออินเดียยังไม่ได้ข้อสรุป ลำดับต่อไปอาจต้องหารือว่า จำเป็นต้องปรับจำนวนสมาชิกนอกอาเซียนเหลือ 3 ประเทศให้สัตยาบันหรือไม่ เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้

3 ปมอินเดียคาใจ RCEP

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สะท้อนความยากของการเจรจา RCEP ที่ยืดเยื้อจากการที่ผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่างสมาชิกว่า “อินเดีย” ยังมีข้อกังวล 2-3 ประเด็น ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ ประเด็นแรก จากที่ปัจจุบันอินเดียประสบภาวะขาดดุลการค้ากับทั้ง 15 ประเทศสมาชิก RCEP รวมประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ “ครึ่งหนึ่ง” เป็นการขาดดุลการค้ากับจีน หากยังเจรจาเปิดตลาดสินค้าในกรอบ RCEP อาจทำให้สินค้าจากจีน รวมถึงสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากประเทศอื่น ๆ ทะลักเข้าไปขายในอินเดีย อาทิ ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าจีน กีวีและนมจากนิวซีแลนด์ ยางพาราจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์อินเดีย

ขณะที่ประเด็นเป้าหมายของอินเดีย ทั้งการเปิดเสรีธุรกิจบริการ และการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูงด้านคอมพิวเตอร์มายังอาเซียน รวมถึงการเปิดตลาดข้าวบาสมาติอินเดีย มายังฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ เพราะในอาเซียนมีประเทศผู้ส่งออกข้าวที่เข้มแข็งอย่างเวียดนาม

ประเด็นสุดท้าย คือ กรอบระยะเวลาในการลดภาษีสินค้าหลังจากได้ข้อสรุป RCEP ซึ่งเดิมกำหนดว่าจะทยอยลดภาษีระหว่างกันเป็น 0% ในเวลาตั้งแต่ 10 ปี นับจากปีใด ประเด็นนี้อินเดียกังวลว่าหากสตาร์ตนับเวลาลดภาษีนับจากปีที่เริ่มเจรจา ปี 2013 เท่ากับเหลือเวลาเพียง 4 ปี ภาษีจะกลายเป็น 0% ในปี 2023 ทางอินเดียจะปรับตัวไม่ทัน จึงต้องการให้เริ่มนับจากปีที่ได้ข้อสรุปการเจรจา 2019 เพื่อช่วยยืดเวลาปรับตัว

“การที่นายกรัฐมนตรีอินเดียเดินทางมาครั้งนี้มีแรงกดดันมาก ไม่เพียงต้องฝ่ากระแสความขัดแย้งกับสหรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องฝ่าแรงต้านจากเกษตรกร เอสเอ็มอี และสมาคมยานยนต์อินเดียที่ค้านหนัก หากได้ข้อสรุป RCEP ก็จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการเยียวยาภายใน ในรูปแบบกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอีก”

RCEP เลื่อน ใครได้-ใครเสีย

อย่างไรก็ตาม หาก RCEP ไม่สามารถปิดการเจรจาตามกรอบปี 2562 ก็ใช่ว่าสมาชิกจะเดือดร้อนมากขึ้น เพราะ RCEP ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ได้ เนื่องจากหลังจากลงนาม ยังต้องทอดเวลาออกไปอีกระยะหนึ่งตามเงื่อนไขการให้สัตยาบัน

ส่วนคำถามที่ว่า RCEP สำเร็จในปีนี้จะส่งผลดีต่อใครมากที่สุด คำตอบคือ “จีน” พี่ใหญ่ในเวทีนี้จะได้รับผลดีมากที่สุด ที่สามารถเป็นแกนนำผูกโยงอาเซียนเข้าร่วมกับนโยบายทางเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม One Belt One Road และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นทั้งกับอาเซียน และจีน

ลดทอนความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐ

ขณะที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า “สหรัฐ” อยู่ในจุดเสี่ยง เพราะไม่เพียงอยู่นอกกลุ่ม RCEP ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ เลยแล้ว ยังเก็งข้อสอบผิด ด้วยการลดทอนความสัมพันธ์กับอาเซียนลง สะท้อนจากการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มาร่วมประชุม และไม่ส่งผู้แทนระดับรองประธานาธิบดีเข้ามาร่วม ทำให้บรรยากาศการประชุมเวทีผู้นำอาเซียน-สหรัฐเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเพียงผู้นำไทยซึ่งเป็นประธานจัดงาน เวียดนามประธานจัดงานปี 2563 และลาว ซึ่งเป็นผู้ประสานงานประชุมเท่านั้นที่เข้าร่วม ส่งสัญญาณถึงความไม่พอใจสหรัฐ หากเทียบกับเวทีประชุมอาเซียน-จีน ที่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่บูมยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน 2030 และเวทีอาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ประกาศขยายความร่วมมือกับอาเซียน เพิ่มวงเงินกู้ให้อาเซียนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ประเด็นนี้ ดร.อัทธ์มองว่า ในเวทีย่อย “อินโด-แปซิฟิก บิสซิเนส ฟอรัม” ซึ่งสหรัฐมอบให้ นายโรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นทูตพิเศษเป็นตัวแทน เวทีนี้น่าสนใจในแง่ที่ไม่มีจีน แต่มี “สหรัฐ” เป็นแกนนำหลัก พร้อมด้วยสมาชิกอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แม้ว่าจะยังไม่แข็งแรงเท่า RCEP แต่อนาคตความสัมพันธ์นี้อาจจะค่อยขยับลักษณะคล้ายความตกลง APEC ได้ อาจจะดีกับสหรัฐเอง เพราะไม่ได้ทำความตกลงกับใครเลยนับจากถอนตัวจากความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP)

“เวียดนาม” บูมสุดในอาเซียน

ท้ายที่สุด หากวิเคราะห์โอกาสและความได้เปรียบในกลุ่มอาเซียน แน่นอนว่า “เวียดนาม” จะกลายเป็นขุมทองของนักลงทุน แต่แม้ความตกลง RCEP จะสรุปไม่ได้ เวียดนามก็ยังมีทั้งความตกลง CPTPP และเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป (EVFTA) ซ้ำยังได้ประโยชน์สหรัฐให้สิทธิลดภาษีในสนธิสัญญาไมตรีอีก

หมากเกมนี้ “ไทย” จึงยังต้องเหนื่อยหนักไม่น้อย เพราะความหวังเดียวอย่าง RCEP ยังต้องรอต่อไป ส่วนความตกลงเอฟทีเอไทย-อียู และ CPTPP ก็ยังไม่ได้เริ่ม ซ้ำยังถูกสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้า 573 รายการอีกด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

asean summit