Skip to content

“TSI” ลดทุนลดพาร์ล้างขาดทุนสะสมเหลือ 500 ล้าน ตั้งเป้าเบี้ยรวมสิ้นปี 600 ลบ.-ปี’63 ขยายงานต่างจังหวัดเพิ่ม

18 พ.ย. 2562 | 16:27น.
“TSI” ลดทุนลดพาร์ล้างขาดทุนสะสมเหลือ 500 ล้าน ตั้งเป้าเบี้ยรวมสิ้นปี 600 ลบ.-ปี’63 ขยายงานต่างจังหวัดเพิ่ม

นางสาวอรลดา เผ่าวิบูล รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเศรษฐกิจประกันภัย (TSI) เปิดเผยว่า ช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาบริษัทได้รับเงินเพิ่มทุนเข้ามา 410 ล้านบาท และได้ทำการลดทุนจดทะเบียนและลดพาร์พร้อมกัน ทำให้บริษัทลดขาดทุนสะสมลงมาเหลืออยู่ที่ 522 ล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่เกือบ 900 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงเดินหน้าในการสร้างฐานะทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับยังเดินหน้าในการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อให้มีความสอดคล้องกับแนวโน้มของธุรกิจประกันภัยในอนาคตและสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ได้

“ที่ผ่านมาเราได้ทำการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้งแต่โครงสร้างการบริหารและโครงสร้างทางการเงิน เช่น เรื่องการลดทุนลดพาร์เพื่อล้างขาดทุนสะสมก่อนการเพิ่มทุน เพื่อเป็นการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพก่อนเดินหน้าขยายงาน” นางสาวอรลดากล่าว

นางสาวอรลดา กล่าวว่า ส่วนทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเข้ามาอยู่ที่ 600 ล้านบาท หลังจากช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.62) ที่ผ่านมามีเบี้ยประกันภัยรับรวมกว่า 400 ล้านบาท โดยสัดส่วนเบี้ยยังคงมาจากประกันภัยรถยนต์ 80% และอีก 20% เป็นประกันภัยที่ไม่ใช่รถ (น็อนมอเตอร์) โดยแผนงานไตรมาส 4/62 และในปีหน้าบริษัทจะเน้นการรับงานคุณภาพควบคู่กับการร่วมงานแบบพันธมิตรกับนายหน้าและตัวแทนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Tailor made products) รวมทั้งการขยายการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (B2B)

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ บริษัทได้กระจายการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ประเภทอื่นๆ มากขึ้น จากเดิมที่เน้นการขายประกันภัยชั้น 1 ซึ่งเป็นรถใหม่เป็นส่วนใหญ่ ส่งผลมีอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ในระดับสูงมาก ทำให้มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นกับบริษัท โดยเริ่มเปลี่ยนมานำเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 และ 5 ให้กับลูกค้า พร้อมกับกระจายการดีลเลอร์ค่ายรถยนต์รายอื่นมากขึ้น จากเดิมที่เน้นขายให้กับดีลเลอร์ของโตโยต้า ซึ่งจากการปรับการนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยในครั้งนี้ ทำให้อัตราการ Loss Ratio ลดลงมาเหลือ 65.03% จากปีก่อนที่ 149.68% ทำให้บริษัทมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายลดลง

ขณะเดียวกันบริษัทยังขยายฐานลูกค้าไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น จากเดิมที่บริษัทเน้นการขายกับฐานลูกค้าหลักในกรุงเทพฯและภาคกลาง โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้รุกเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยในภาคใต้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งภาคใต้เป็นภาคที่ลูกค้าให้การตอบรับกับบริษัทเป็นอย่างดี และส่งผลให้เบี้ยรับของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ หลังได้รุกเข้าไปในจังหวัดภูเก็ต และหาดใหญ่มาก่อนหน้านี้แล้ว ปัจจุบันขยายฐานลูกค้าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนภาคอื่น ๆ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเหนือที่จะเป็นอีกหนึ่งภาคที่จะมีการรุกตลาดมากขึ้น

สำหรับนโยบายและแผนงานในไตรมาส 4/62 และระยะต่อไป บริษัทจะเน้นการรับงานคุณภาพ ควบคู่กับการร่วมงานแบบพันธมิตรกับนายหน้าและตัวแทนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Tailor made products) รวมทั้งการขยายการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (B2B) พร้อมกับลงทุนพัฒนางานบริการทุกด้านพร้อมไปกับการให้บริการสินไหมทดแทนที่จะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถตอบรับการรับแจ้ง และการบริการสินไหมให้มีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งนโยบายและแผนงานดังกล่าวจะพัฒนาเพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

“ภายหลังการเพิ่มทุน 410 ล้านบาท บริษัทได้นำเงินไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจตามแผนงาน โดยมีการลงทุนพัฒนาระบบการและการรับประกัน (Core Insurance) ไปประมาณ 30 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1/63 และจะพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการบริการลูกค้าในระยะต่อไป นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายขยายการลงทุนเพิ่มเติมด้วยการมองหาโอกาสการลงทุนร่วมกับพันธมิตรเพื่อขยายช่องทางรับรู้รายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างการบริหารภายใต้การนำของนายธนพล บุญวรุตม์ ประธานกรรมการ ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรให้ปรับตัวรับการแข่งขัน ในอุตสาหกรรม รวมทั้งยังวางกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัด ที่ผ่านมามีการเติบโตจากสัดส่วน 15% เป็น 35% ในไตรมาส 3/62 และคาดว่าในปี 2563 สัดส่วนงานรับประกันต่างจังหวัดจะขึ้นไปเป็น 40% งานรับประกันในกรุงเทพอยู่ที่ 60% และคาดว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมจะอยู่ที่ 950 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/62 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดที่ 151.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% จากไตรมาส 2 ที่มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 80.6 ล้านบาท จากการเชื่อมระบบการขายและการรับส่งข้อมูลกับนายหน้าและตัวแทน ขณะที่ค่าใช้จ่ายสินไหมและค่าจัดการสินไหมสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 33.7% อยู่ที่ 33 ล้านบาท

นางสาวคณิดา นิมมาณวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี TSI กล่าวว่า งวด 9 เดือนแรกปีนี้ บริษัทขาดทุนสุทธิจำนวน 3.9 ล้านบาท ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 50.2 ล้านบาท หรือขาดทุนลดลง 92%

คณิดา นิมมาณวัฒนา

ทั้งนี้ วันที่ 30 ก.ย.62 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับจำนวน 310.7 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับเฉพาะไตรมาส 3/62 มีเบี้ยจำนวน 151.3 ล้านบาท การจัดการค่าใช้จ่ายโดยรวมปรับปรุงดีขึ้น โดยเฉพาะการเก็บเบี้ยประกันภัยที่เร็วขึ้น และการติดตามเบี้ยค้างรับที่มีอายุเกินกว่า 1 ปี ได้มากขึ้น โดยอัตราการเก็บเบี้ยประกันตามหลักเกณฑ์ ของสำนักงาน คปภ. ปรับปรุงจาก 45% ในปี 61 เป็น 75% ในไตรมาส 2 และ 90% ในไตรมาส 3 ทำให้สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เคยบันทึกไว้ในอดีตลดลงตามไปด้วย

ส่วนค่าสินไหมและค่าใช้จ่ายในการจัดการสินไหมทดแทนสุทธิในปีปัจจุบันลดลงเช่นกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากกรมธรรม์ที่สามารถเรียกร้องคืนจากบริษัทประกันต่อเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายรวมสำหรับงวด 3 เดือนลดลง 59.1 ล้านบาท หรือ 36% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันภัยรับในอัตราที่สูงกว่า 80% มีผลทำให้บริษัทต้องสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ (Unearned Premium Reserve : UPR) ตามหลักการบัญชีเพิ่มขึ้น

โดยในไตรมาส 3 บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายจากสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้จำนวนนี้จะสามารถถือเป็นรายได้ในงวดถัด ๆ ไป ตามปีกรมธรรม์ ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับไตรมาส 3/62 จำนวน 43.1 ล้านบาท เกิดจากค่าใช้จ่ายสำรองเบี้ยประกันที่ยังไม่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้นตามที่ได้กล่าวข้างต้น การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจำนวน 17.6 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลงจำนวน 28.7 ล้านบาท ผลขาดทุนสูงขึ้นจากปี 61 ซึ่งมีขาดทุนสุทธิ 26.3 ล้านบาท

“อย่างไรก็ตามสำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิลดลงจาก 50.2 ล้านบาท ในปี 61 เป็น 3.9 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิลดลง 92.2%