ค้าปลีกอินเดียเนื้อหอม SMEs ไทยต้องไม่ตกขบวน
คอลัมน์ Smart SMEs
โดย วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ธนาคารกสิกรไทย
หากพูดถึงตลาดค้าปลีกที่มีศักยภาพอันดับต้น ๆ ของโลก ก็คงต้องพูดถึงตลาดค้าปลีกของอินเดียด้วย เพราะเป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุดของโลก มีมูลค่าตลาด 9.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นก็เพราะอินเดียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยในปี 2561 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.8 นอกจากนี้ อินเดียยังมีจำนวนประชากรอันดับ 2 ของโลกที่ 1,373 ล้านคน (รองจากจีน) และมีรายได้ประชากรเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,016 ดอลลาร์/คน/ปี (ของไทยอยู่ที่ 7,084 ดอลลาร์/คน/ปี) ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อพอสมควร
หากพิจารณาโครงสร้างประชากรจะเห็นว่ามีกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก อายุเฉลี่ยของชาวอินเดียอยู่ที่ 28 ปี ประกอบกับสัดส่วนจำนวนประชากรเมือง (urban population) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 34 ของจำนวนประชากรทั้งหมด สรุปก็คือ อินเดียมีประชากรเมือง และมีกำลังซื้อถึง 400 กว่าล้านคน และคาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2568 จะขยับขึ้นมาที่ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านคน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเติบโตของการบริโภคและโอกาสของธุรกิจค้าปลีกได้อย่างไม่ต้องสงสัย นั่นทำให้ชั่วโมงนี้ ตลาดอินเดียเซ็กซี่ในสายตาผู้ประกอบการทั่วโลก
หากเรากะเทาะตลาดค้าปลีกอินเดียออกมา ก็จะเห็นรูปแบบการค้าขายหลัก ๆ อยู่ 3 ประเภท ดังนี้
1.ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ที่ชาวอินเดียเรียกว่า Kirana คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 88 ของมูลค่าธุรกิจค้าปลีก กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จำหน่ายสินค้าในราคาไม่สูงนัก สอดคล้องกับวิถีชีวิตและรายได้ของชาวอินเดียที่ส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่มาก ทำให้การนำสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปจำหน่ายผ่านช่องทางนี้ คงต้องแข่งขันด้านราคาอย่างหนักกับสินค้าท้องถิ่น
2.ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ทางการอินเดียเริ่มปลดล็อกให้ต่างชาติรายใหญ่เข้ามาประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในอินเดียได้ตั้งแต่ปี 2555 ทำให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่เติบโตรวดเร็วจนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 9 แต่ยังต้องใช้เวลากว่าจะขยายตัวไปยังพื้นที่เมืองรองอื่น ๆ ของอินเดียได้ครอบคลุม ซึ่งร้านค้าปลีกประเภทนี้ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีรายได้ระดับกลาง-บนขึ้นไป ที่อาศัยในเมืองเขตเศรษฐกิจหลัก เช่น มุมไบ นิวเดลี กัลกัตตา เจนไน บังคาลอร์ ไฮเดอราบาด อาห์เมดาบัด และปูเน่
3.ช่องทางการค้าออนไลน์ นับว่ามีความน่าสนใจเพราะเป็นธุรกิจที่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าประกอบธุรกิจได้เต็มที่ (ถือหุ้นได้ 100%) แม้จะยังมีมูลค่าน้อยและครองส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 3 แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณผู้เล่นต่างชาติเข้ามาพัฒนาจนทำให้มีมูลค่าธุรกิจเติบโตสูงถึงร้อยละ 31 มีมูลค่าแตะ 32.7 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2561 ผมมองว่าช่องทางนี้สินค้าไทยมีโอกาสทำตลาดได้มาก
ปัจจุบันวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวอินเดียเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะคนเมืองที่มีความเร่งรีบ จึงเริ่มให้ความสนใจกับการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าสูงขึ้น มีแบรนด์ และมีคุณภาพดีต่างจากสินค้าท้องถิ่น จึงเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าไทยในการเข้าไปทำตลาด เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ดูแลความสะอาดส่วนบุคคล รวมถึงอาหารและอาหารแปรรูป โดยภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในสายตาชาวอินเดียนั้นมีคุณภาพสูง และได้รับการตอบรับดีอยู่แล้ว
โดยในช่วงแรก SMEs ที่สนใจอาจเข้าร่วมงานแสดงสินค้ากับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทยเพื่อทดลองตลาด หรือใช้ช่องทางการค้าออนไลน์ของอินเดีย ในการศึกษาพฤติกรรมการบริโภค และการตั้งราคาสินค้าก่อนเข้าสู่ตลาดจริง ผ่านเว็บไซต์ Flipkart, Snapdeal และ Amazon India เป็นต้น แต่การมีหุ้นส่วนเป็นชาวอินเดียเป็นตัวแทนนำเข้า หรือตัวแทนการจำหน่าย (customs house agent) สำหรับสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าสินค้าที่ออกโดยหน่วยงานรัฐบาล (central licensing authority) ก็จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดอินเดียได้ราบรื่นขึ้นครับ