แบงก์หืดจับ ปั๊มรายได้ค่าฟี ธปท.ยกระดับเกณฑ์กำกับเข้ม
ปี 2563 น่าจะเป็นอีกปีที่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ต้องเผชิญความยากลำบากในการสร้างผลกำไรให้เติบโตสูง ๆ เหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธุรกิจแบงก์จะยังคงต้องเผชิญกับโจทย์ท้าทายรอบด้าน ซึ่งน่าจะเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นต่อผลการดำเนินงาน ไล่เรียงจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตในกรอบจำกัด เกณฑ์การกำกับดูแลของทางการที่มุ่งเน้นการดูแลและสร้างความเป็นธรรมต่อทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าผู้ประกอบการ (มาร์เก็ตคอนดักต์) ตลอดจนมาตรฐานบัญชีใหม่ (TFRS 9)
ทั้งนี้ ในส่วนของมาร์เก็ตคอนดักต์นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณถึงการกำกับดูแลในเรื่อง “ค่าธรรมเนียม” (ค่าฟี) ที่จะเข้มข้นมากขึ้นในปีนี้
“ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล” รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า รายได้ค่าฟีในระบบแบงก์คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของรายได้ทั้งหมดของธนาคาร โดยแนวโน้มในปี 2563 คาดว่ารายได้ค่าฟีจะเติบโตในกรอบจำกัด คาดว่าขยายตัวไม่เกิน 2% เป็นเงินราว 1.96 แสนล้านบาทจากปี 2562 ที่เบื้องต้นคาดว่าเติบโตอยู่ที่ 1.3% หรือราว 1.92 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ประเด็นที่จะเป็นแรงกดดัน ซึ่งต้องจับตาในปีนี้ ก็คือ การที่ ธปท.ส่งสัญญาณจะกำกับดูแลการเรียกเก็บค่าฟีให้เหมาะสมมากขึ้น ว่าจะออกมาในทิศทางใด อย่างไรก็ดี ยังต้องรอประเมินสถานการณ์และความชัดเจนก่อน
“รายได้ค่าฟีปีนี้คงไม่ได้ขยายตัวหวือหวาเหมือนในอดีตที่เคยขยายตัวได้ 5-10% แต่เชื่อว่าแรงกดดันในบางตัวเริ่มผ่อนคลาย และบางตัวมีการเติบโตได้ดีขึ้น แต่การเติบโตยังอยู่ในกรอบจำกัดอยู่ รวมถึงหาก ธปท.เข้ามากำกับมากขึ้น”
“ธัญญลักษณ์” อธิบายว่า รายได้ค่าธรรมเนียมจะมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.รายได้จากสินเชื่อ ซึ่งในปีนี้คาดว่ายังอยู่ในโหมดเติบโตชะลอในทุกสินเชื่อ 2.รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ค่านายหน้า ประกัน โดยหลังจากเกณฑ์มาร์เก็ตคอนดักต์ออกมาเมื่อปี 2561 ที่ทำให้การขายประกันยากขึ้น ปัจจุบันแบงก์มีการปรับกระบวนการใหม่และน่าจะทำให้รายได้ส่วนนี้ทยอยดีขึ้นในปีนี้ และ 3.รายได้จากธุรกรรมการเงิน (transaction fee) ซึ่งในปี 2563 จะเห็นการเติบโตได้ แต่คงโตไม่สูง เนื่องจากตัวเลขติดลบมาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงิน
ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ค่าฟีราว 30% มาจากสินเชื่อ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวประมาณ 20% มาจากธุรกิจบัตรเครดิต เอทีเอ็ม และเหลืออีก 10% จะมาจากสินเชื่อธุรกิจ โดยเป็นเอสเอ็มอีไม่ถึง 5% ที่เหลือเป็นธุรกิจรายใหญ่
“ขัตติยา อินทรวิชัย” กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า รายได้ค่าฟีของกสิกรไทยในปีนี้อยู่ในกรอบหดตัว -5 ถึง -17% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจาก TFRS 9 ส่วนการคุมค่าฟีให้เป็นธรรมมากขึ้นนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบเนื่องจากกสิกรไทยเรียกเก็บค่าฟีอย่างสมเหตุสมผลอยู่แล้ว และการตั้งเป้าก็ได้รวมปัจจัยต่าง ๆ ไว้หมดแล้ว
โดยประเมินว่าการขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันซ์) และการขายกองทุนรวมยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบงก์แอสชัวรันซ์ที่ดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2-4 ปี 2562 และน่าจะดียิ่งขึ้นในปีนี้เพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่และยังมีช่องทางการเข้าถึงอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ปานกลาง เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงกรมธรรม์และกองทุนรวมมากนัก แม้ว่าเป็นกลุ่มที่เม็ดเงินไม่สูง แต่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งธนาคารจะทยอยออกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
“เราคงต้องหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ที่จะเข้าไปเล่น ซึ่งเรามองว่ากลุ่มรายได้ปานกลางยังเป็นกลุ่มที่มีช่องว่างอีกมาก แบงก์แอสชัวรันซ์ยังไปได้ เราก็จะเข้าไปเล่นกลุ่มนี้ แม้จะมีเม็ดเงินไม่มาก แต่เป็นตลาดใหญ่ คาดว่า 2-3 ปีก็น่าจะช่วยเพิ่มปริมาณธุรกิจให้เราได้ และรายได้ค่าธรรมเนียมจะตามมาเอง”
ขณะที่ “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า รายได้ค่าธรรมเนียมปีนี้ยังคงได้รับแรงกดดัน และไม่มีทางเพิ่มขึ้น ทั้งจากการส่งสัญญาณของผู้กำกับดูแล รวมถึงการที่ปัจจุบันลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมาสาขา ทำให้รายได้แบบเดิม ๆ หายไป ซึ่งธนาคารจำเป็นต้องมุ่งสู่ธุรกิจใหม่ ๆ โดยธนาคารกรุงไทยจะไปในรูปแบบคู่ค้าของลูกค้า ใช้ฐานลูกค้าเก่าขยายไปสู่คู่ค้าของลูกค้าแทน โดยเฉพาะกลุ่มอุปโภคบริโภค ซึ่งเมื่อคู่ค้าหันมาใช้บริการทางการเงินของกรุงไทยมากขึ้น ธนาคารจะได้ทั้งธุรกรรมการเงินและสภาพคล่อง เป็นประโยชน์ต่อการต่อยอดธุรกิจอื่น ๆ ตามมาในอนาคต
“รายได้ของธนาคารจะเพิ่มขึ้นได้จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการให้บริการ การมุ่งสู่ธุรกิจใหม่ ๆ และการลดต้นทุนควบคู่กัน ซึ่งตอนนี้ต้นทุนของธนาคารยังสามารถแข่งขันได้ โดยอยู่ในอันดับ 2 ของระบบแบงก์ เนื่องจากเรามี ecosystem และมีสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) สูงถึง 70% ของฐานเงินฝาก ทำให้เรามีงบการเงินที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเราต้องต่อยอดสินเชื่อใหม่ ๆ ทั้งเอสเอ็มอีและลูกค้ารายใหญ่บนคู่ค้าของลูกค้า” นายผยงกล่าว
ทั้งหมดนี้คงต้องยอมรับว่า ธุรกิจแบงก์ในประเทศไทยเริ่มมีข้อจำกัดในการสร้างผลกำไรสูง ๆเหมือนในอดีตมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทยเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ โดยหันไปลงทุนซื้อกิจการแบงก์ในต่างประเทศที่สภาพแวดล้อมยังเอื้ออำนวยให้ทำกำไรได้ดีอยู่