ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจใต้ ธ.ค.62 วูบร้านค้าเจ๊งปิดกิจการ
ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจใต้ธันวาคม 2562 “ดิ่ง” พิษเศรษฐกิจขาลง-พืชเกษตรราคาตก ความต้องการซื้อน้อยกว่าปริมาณร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้าปลีกนอกระบบภาษี แห่ปิดกิจการเพียบ
ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้เดือนธันวาคม 2562 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2562 และแตกต่างจากช่วงเดียวกันของ 3-4 ปีที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนภาคใต้ปรับตัวลดลง โดยปัจจัยลบมาจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง และหลายประเทศในภูมิภาคนี้ล้วนได้รับผลกระทบ ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ความต้องการซื้อน้อยกว่าปริมาณผลผลิตที่ออกมา ที่สำคัญ เกษตรกรส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนส่งผลกระทบ อีกทั้งการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งมีราคาถูกทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถแข่งขันได้จึงต้องปิดตัวลง อีกทั้งการแข่งขันของผู้ประกอบการร้านค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษี เช่น ร้านขายอาหาร ร้านค้าแผงลอย ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคมีน้อยกว่าปริมาณร้านค้า ทำให้ร้านค้าส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแข่งขันได้ต้องปิดตัวลง แม้ภาครัฐออกมาตรการต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
ในส่วนดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว โดยปัจจัยบวกส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวเดินท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีใหม่ช่วงวันหยุดยาว รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภคเพื่อเลี้ยงฉลอง และซื้อของขวัญ
ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ค่าครองชีพ คิดเป็นร้อยละ 28.40 รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง และราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ คิดเป็นร้อยละ 26.20 และ 19.50
ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ ค่าครองชีพ รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง ตามลำดับ
ขณะที่ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 32.60 และ 30.40 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 36.50 และ 38.60 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 32.40, 30.30 และ 39.70