ปัจจัยลบกระหน่ำเศรษฐกิจไทย แห่ลดเป้าจีดีพี Q1 ส่อทรุดหนัก
ผ่านปีใหม่มาแค่เดือนเดียว เศรษฐกิจไทยก็ต้องเผชิญกับปัจจัยลบรุมกระหน่ำเข้ามา กระทั่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องสร้าง “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่” ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ต่อปี ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2563 นี้ มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ทำให้ภาคเอกชนและสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจต่าง ๆ เร่งปรับลดประมาณการจีดีพีกันอุตลุด
โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ คาดว่าจะโตได้ที่ 2.0-2.5% จากเดิมคาด 2.5-3.0% จากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ความล่าช้าในการบังคับใช้งบประมาณปี 2563 รวมทั้งปัญหาค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน (PM 2.5) ที่อาจมีผลต่อคุณภาพชีวิตและการทำกิจกรรมกลางแจ้งของประชาชน
ขณะที่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2563 ลงจาก 2.7% เหลือ 2.3% โดย “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกของปี 2563 มีความเสี่ยงสูงที่จะขยายตัวต่ำกว่า 2% จากปัจจัยเสี่ยง 3 ปัจจัย ทั้งจากต่างชาติชะลอลงทุน งบประมาณมีความล่าช้า ซึ่งมีผลให้การเบิกจ่ายลดลง การลงทุนภาครัฐอาจติดลบ อีกทั้งเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่าในจีน และมีผู้ติดเชื้อหลายประเทศรวมทั้งไทย มีผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวมีโอกาสติดลบยาวในช่วงครึ่งปีแรก
“เศรษฐกิจไทยตอนนี้เปรียบเหมือนคนติดไวรัสโคโรน่า มีอาการไข้สูง หายใจติดขัด และไอ อาการไข้สูงมาจากรายได้การท่องเที่ยวที่น่าจะลดลงมากกว่า 1 แสนล้านบาท จากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีน และนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงครึ่งปีแรก หากเทียบช่วงที่ไวรัสซาร์ส หรือไข้หวัดหมู H1N1 ระบาดในจีน จำนวนนักท่องเที่ยวในไทยหดตัวสูงถึง 20% แต่ในอดีตสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนมีเพียง 7% ปัจจุบันสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนมีมากกว่า 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด” ดร.อมรเทพกล่าว
ขณะที่ “พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า บล.ภัทรได้ปรับประมาณการจีดีพีเหลือโต 2.2% จากเดิม 2.8% โดยเป็นผลกระทบจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงเช่นเดียวกัน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้
“เปิดต้นปีมาก็เจอช็อก 3 เรื่อง ทำให้ไตรมาสที่ 1 และ 2 เศรษฐกิจไทยมีแรงกดดันค่อนข้างเหนื่อย ฉุดรั้งเศรษฐกิจครึ่งแรก แต่ก็ต้องรอดูว่าปัจจัยการแพร่ระบาดของไวรัสจะไปจบที่ไหน จะกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะหายไปมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าเป็นปัจจัยระยะสั้น ทำให้ครึ่งปีหลังน่าจะกลับมาได้” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ฟาก “นริศ สถาผลเดชา” ผู้บริหารศูนย์เคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.7% เหลือ 1.7-2.1% ต่อปี เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าที่น่าจะกระทบจีดีพี -0.62% ความล่าช้าของงบประมาณกระทบจีดีพี -2% และภัยแล้งรุนแรงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา น่าจะกระทบจีดีพี -0.22% ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจรวมกันกว่า 2.8 แสนล้านบาท
“จาก 3 ปัจจัยลบที่กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ แม้มีมาตรการรัฐเข้าพยุง เชื่อว่าจะไม่สามารถชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากคาดการณ์เดิม โดยคาดว่าไตรมาสแรกจีดีพีอาจจะติดลบถ้าเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ถ้าเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนจะยังขยายตัวอยู่” นายนริศกล่าว
“ทิตนันท์ มัลลิกะมาส” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง.กล่าวว่า ในเดือน มี.ค. ธปท.จะพิจารณาปรับประมาณการจีดีพีปี 2563 ใหม่ ซึ่งจีดีพีมีแนวโน้มจะขยายตัวต่ำกว่า 2.8% ต่อปี เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบมากขึ้น ทั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า งบประมาณล่าช้ามากขึ้น และภัยแล้งที่จะยืดเยื้อมากขึ้น ซึ่งบางปัจจัยไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน ส่วนจีดีพีปีนี้จะโตต่ำกว่าปี 2562 ที่น่าจะขยายตัวที่ 2.5% หรือไม่นั้น ต้องรอประเมินให้ชัดเจนก่อน
“ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ น่าจะเห็นผลกระทบค่อนข้างมากในไตรมาสแรก ส่วนเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่องหรือไม่นั้นยังเร็วไปที่จะประเมิน เพราะในบางกรณีผลกระทบยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ดังนั้นจึงต้องรอการประเมินรอบเดือน มี.ค. โดยสถานการณ์ตอนนี้ยังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นายทิตนันท์กล่าว
หากอ่านสัญญาณ กนง.ที่ระบุว่า “เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นมาก” ดูแล้วปีนี้ น่าจะ “สาหัส” เอาการเลยทีเดียว