เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“เศรษฐา” เคลื่อน “เสริมกล้า” ผนึกเอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดช่วยเกษตรกร
Biz Movement “เศรษฐา” เคลื่อน “เสริมกล้า” ผนึกเอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดช่วยเกษตรกร
มินิ เอซแมน คอลเล็กชั่นพิเศษ 
Automotive มินิ เอซแมน คอลเล็กชั่นพิเศษ 
“นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต” จัดแคมเปญฉลองคริสตมาส-ปีใหม่ พร้อมกาลาดินเนอร์
Biz Movement “นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต” จัดแคมเปญฉลองคริสตมาส-ปีใหม่ พร้อมกาลาดินเนอร์
ECOVACS ลุยงาน IFA Berlin 2026 โชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ดูแลบ้านอันดับ 1 ของโลก
Tech ECOVACS ลุยงาน IFA Berlin 2026 โชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ดูแลบ้านอันดับ 1 ของโลก
“This is SQUID Brand” เบื้องหลังน้ำปลา กับเรื่องราวที่ ‘ตราปลาหมึก’ ไม่อยากให้หายไป
Business “This is SQUID Brand” เบื้องหลังน้ำปลา กับเรื่องราวที่ ‘ตราปลาหมึก’ ไม่อยากให้หายไป
สารหล่อเย็น Data Center หมดสภาพแล้วไปไหน
Tech สารหล่อเย็น Data Center หมดสภาพแล้วไปไหน
‘โจ้-ธนา’ เปิดคอร์ส HRM² รุ่น 2 ให้เด็กสอนผู้ใหญ่ แก้โจทย์ Gen Z ลาออกไว
HR ‘โจ้-ธนา’ เปิดคอร์ส HRM² รุ่น 2 ให้เด็กสอนผู้ใหญ่ แก้โจทย์ Gen Z ลาออกไว
“น้ำมันพืชกุ๊ก” สร้างโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste ให้โรงเรียน
SD “น้ำมันพืชกุ๊ก” สร้างโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste ให้โรงเรียน
สัมผัสประสบการณ์ “Flower & Friend”นิทรรศการศิลปะดอกไม้ ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก
Biz Movement สัมผัสประสบการณ์ “Flower & Friend”นิทรรศการศิลปะดอกไม้ ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก
CKP ลุยโรงไฟฟ้าโซลาร์ครึ่งปีหลัง เกาะติดน้ำหลากเอื้อผลิตไฟ ‘ไซยะบุรี’
Economic CKP ลุยโรงไฟฟ้าโซลาร์ครึ่งปีหลัง เกาะติดน้ำหลากเอื้อผลิตไฟ ‘ไซยะบุรี’
ดูทั้งหมด

‘ดิเอราวัณ’ บุกไทยเที่ยวไทย ลุยลงทุนแบรนด์ ‘ฮ็อปอินน์’

01 มี.ค. 2563 | 13:35น.

“ดิ เอราวัณ” เผยไวรัสโควิด-19 ทุบยอดจองห้องพักหดตัวกว่า 60% กระทบรายได้รวม งัดแผนเพิ่มรายได้-ลดต้นทุน หันจับตลาด “ไทยเที่ยวไทย” พร้อมเดินหน้าลงทุนแบรนด์ “ฮ็อปอินน์” เพิ่มปีละ 7-10 แห่ง คาดมีโรงแรมในเครือทะลุ 100 แห่งในอีก 4 ปีข้างหน้า

นายเพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้ ทำให้บริษัทคาดว่ารายได้รวมและรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) สำหรับปีนี้จะได้รับผลกระทบและลดลงจากปีก่อนแน่นอน จากเดิมที่บริษัทจะตั้งเป้าทำรายได้เติบโตไว้ที่ราว 10%

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทแข็งค่า และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ขยับตัวสูงขึ้น และเผชิญกับไวรัสโควิด-19 ซ้ำอีก ทำให้รายการจองห้องพักในเดือนเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2563 หดตัวลงไปถึง 50-60% หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่า 5 เดือนอาจจะส่งผลกระทบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

นายเพชรกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เตรียมแผนการเผชิญหน้ากับวิกฤต โดยการปรับแผนการดำเนินการ (action plan) ใหม่ ประกอบด้วยการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน และการจัดการสภาพคล่อง โดยในส่วนของการเพิ่มรายได้จะเน้นการทำตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว อย่างตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ที่จะกลายเป็นตลาดสำคัญของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและเป็นตลาดที่มีโอกาสมากที่สุด โดยมีตลาดยุโรป รัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลางที่ยังพบเห็นการเดินทางอยู่เป็นตลาดเสริม

นอกจากนั้น ยังเตรียมรักษาราคาในตลาดให้แข่งขันได้และมอนิเตอร์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามแนวทางการฟื้นฟูเพื่อให้สามารถทำตลาดได้ทันเวลาเมื่อตลาดฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ส่วนของการลดต้นทุนจะรักษาต้นทุนการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละโรงแรม เน้นประหยัดพลังงานใช้เท่าที่จำเป็น 

สำหรับแผนการบริหารสภาพคล่องซึ่งดิ เอราวัณมียอดเงินกู้ยืมจากธนาคารกว่า 1 หมื่นล้านบาทนั้น บริษัทได้ดำเนินการทำเรื่องผ่อนผันเลื่อนการชำระเงินกู้ ทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 790 ล้านบาท จากจำนวนชำระเต็ม 1,000 ล้านบาทของปีนี้ โดยดิ เอราวัณจะขอเลื่อนชำระในปีสุดท้ายของสัญญากู้แทน พร้อมกับจะระมัดระวังการลงทุนให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปี 2562 ที่ผ่านมา โรงแรมกลุ่มประหยัด (budget hotel) ของดิ เอราวัณอย่างแบรนด์ “ฮ็อปอินน์” เป็นกลุ่มที่มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและฟิลิปปินส์ บริษัทจึงยังมุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายด้วยการเปิดฮ็อปอินน์เพิ่มอีก 7 แห่งในปีนี้ ซึ่งจะทำให้ฮ็อปอินน์มีเครือข่ายกว่า 50 แห่งใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงในฟิลิปปินส์อีก 5 แห่ง

“เราเชื่อว่าการเดินหน้าเข้าสู่ตลาดโรงแรมประหยัดด้วยแบรนด์ฮ็อปอินน์นั้นมาถูกทาง ด้วยช่วยให้บริษัทสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าคนไทยได้มากขึ้นจนมีสัดส่วนกว่า 20% ช่วยให้บริษัทกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยอื่น ๆ และลดผลกระทบจากการหายไปของลูกค้าจีนซึ่งมีสัดส่วนกว่า 12% ได้ รวมถึงยังทำให้ลูกค้าในตลาดฟิลิปปินส์อีกด้วย” 

Advertisement

นายเพชรยังกล่าวด้วยว่า สำหรับแผนระยะยาวนั้นบริษัทจะยังคงเดินหน้าลงทุนในแบรนด์ฮ็อปอินน์อีกปีละ
7-10 แห่ง ด้วยงบประมาณราว 80-100 ล้านบาทต่อแห่ง จากจำนวนห้องพักปัจจุบันของแบรนด์ดังกล่าวกว่า 4,706 ห้องถือครองสัดส่วน 14% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรมของบริษัท โดยต้องการผลักดันให้มีลูกค้าตลาดในประเทศฟิลิปปินส์เพิ่มสัดส่วนจาก 60% เป็น 80% ทำให้ในอีก 4 ปีข้างหน้า ดิ เอราวัณจะมีจำนวนโรงแรมเกิน 100 แห่ง จากปี 2563 ที่มีทั้งสิ้น 77 แห่ง

ด้านนางวรมน อิงคตานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายการเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป กล่าวต่อไปว่า ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ อัตราการเข้าพักของโรงแรมในแบรนด์ฮ็อปอินน์ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์อยู่ที่ 78% และ 80% ตามลำดับ ในขณะที่โรงแรมอื่น ๆ ในเครือมีอัตราการเข้าพักในเดือนมกราคมราว 80% ก่อนจะลดลงด้วยผลกระทบของไวรัสเหลือเพียง 60% ทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับแบรนด์ฮ็อปอินน์ และเชื่อว่าแบรนด์จะสามารถทำอัตราการเข้าพักเฉลี่ยได้ราว 75% ใกล้เคียงกับปีก่อน

โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมกว่า 6.38 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 446 ล้านบาท ลดลง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากในปีที่แล้วอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของเครือนอกเหนือจากแบรนด์ฮ็อปอินน์ลดลง 4% เช่นเดียวกับที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) ลดลงราว 7% ส่วนแบรนด์ฮ็อปอินน์ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเพิ่มขึ้น 1% และ 5% ตามลำดับ