เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘บิ๊กคาเมร่า’ ทุ่มปลุกตลาดกล้อง ลุ้นท่องเที่ยวหนุนดีมานด์โค้งท้าย
Business ‘บิ๊กคาเมร่า’ ทุ่มปลุกตลาดกล้อง ลุ้นท่องเที่ยวหนุนดีมานด์โค้งท้าย
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
รถไฟปล่อยขบวนรถจักรไอน้ำพิเศษ “วันปิยมหาราช” ตั๋วเต็มทุกที่นั่ง ชูไฮไลต์พ่วง “รถไฟสุดขอบฟ้า” ครั้งแรก
Economic รถไฟปล่อยขบวนรถจักรไอน้ำพิเศษ “วันปิยมหาราช” ตั๋วเต็มทุกที่นั่ง ชูไฮไลต์พ่วง “รถไฟสุดขอบฟ้า” ครั้งแรก
ธ.ก.ส. เคลื่อนสู่ปีที่ 60 ปรับโฉมมาสคอตน้องหอมจังลุคใหม่ สื่อความทันสมัย
Finance ธ.ก.ส. เคลื่อนสู่ปีที่ 60 ปรับโฉมมาสคอตน้องหอมจังลุคใหม่ สื่อความทันสมัย
ออมสิน เร่งโอนเงินเยียวยาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมรอบใหม่
Finance ออมสิน เร่งโอนเงินเยียวยาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมรอบใหม่
เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน
Economic เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน
ประเทศไทยมี ‘iPhone Duo’ แล้ว สาวกแอปเปิลต่อคิวรับเครื่องคึกคัก
Tech ประเทศไทยมี ‘iPhone Duo’ แล้ว สาวกแอปเปิลต่อคิวรับเครื่องคึกคัก
ทองดิ่งหนักจ่อหลุด 4,000 เหรียญ ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน น้ำมันพุ่ง “ทรัมป์” ปัดเจรจาอิหร่าน
Finance ทองดิ่งหนักจ่อหลุด 4,000 เหรียญ ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน น้ำมันพุ่ง “ทรัมป์” ปัดเจรจาอิหร่าน
วิจัยกสิกรไทย ส่องงบฯ แบงก์ ชี้การเติบโตยังระมัดระวัง สินเชื่อ “SMEs-รายย่อย” ยังอ่อนแอ
Finance วิจัยกสิกรไทย ส่องงบฯ แบงก์ ชี้การเติบโตยังระมัดระวัง สินเชื่อ “SMEs-รายย่อย” ยังอ่อนแอ
ภราดร ยันสัปดาห์หน้ายังไม่มีซักฟอก รอเจรจาเลื่อนเป็น พ.ย.-ธ.ค.หรือไม่
Politics ภราดร ยันสัปดาห์หน้ายังไม่มีซักฟอก รอเจรจาเลื่อนเป็น พ.ย.-ธ.ค.หรือไม่
ดูทั้งหมด

เทกระจาด 2 แสนล้านสู้โควิด “สมคิด” สั่งตั้งกองทุนฉุกเฉิน

07 มี.ค. 2563 | 19:00น.

รัฐบาลระดมมาตรการชุดใหญ่อัดเงินกว่า 2 แสน ล. พยุงเศรษฐกิจสู้โควิด-19 ปูพรม “แจกเงิน” ใส่กระเป๋าประชาชน 20 ล้านคน ทั้งกลุ่ม “ผู้มีรายได้น้อย-เกษตรกร-อาชีพอิสระ” รับคนละ 2 พันรวม 4.1 หมื่นล้านดีเดย์ เม.ย.นี้ อุ้มผู้ประกอบการรายเล็ก-ใหญ่ลดจ่ายสมทบประกันสังคมเหลือ 0.1% พร้อม “ลด-เลื่อน” จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ ส่งเสริมจ้างงาน “ค่าจ้างแรงงาน” หักลดภาษีได้ 3 เท่า “สมคิด”สั่งคลังหาเงินตั้ง “กองทุนฉุกเฉิน”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เห็นชอบมาตรการบรรเทาค่าครองชีพแก่ประชาชน จากผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และจะนำเข้าพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2563

 

20.8 ล้านคน รับ 2,000 บาท

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า มาตรการที่จะเสนอ ครม. วันที่ 10 มี.ค.นี้ จะเป็นมาตรการที่มีเป้าหมายชั่วคราวไม่ถาวร ครอบคลุม 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่เฉพาะภาคการท่องเที่ยว และ 2) ประชาชน เพื่อต้องการแบ่งเบาภาระ ทั้งรายได้และรายจ่าย สำหรับมาตรการที่ดูแลภาคประชาชน จะดูแลเรื่องรายได้ให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพียงพอ โดยจะเป็นการสนับสนุนเงินโดยตรงให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และกลุ่มอาชีพอิสระ รายละ 2,000 บาท เดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 2 เดือน เริ่ม เม.ย.นี้ อย่างไรก็ดี มาตรการดูแลประชาชนไม่ได้สนับสนุนเฉพาะเงินทุนเท่านั้น ยังมีมาตรการเสริมเกี่ยวกับการสร้างความรู้เสริมทักษะให้กับประชาชนด้วย

โดยเป็นการแจกให้กับ “กลุ่มคนที่ขาดแคลนหลักประกันทางสังคม และเป็นกลุ่มเปราะบางที่ควรได้รับการดูแลเมื่อเศรษฐกิจซบเซา” มี 4 กลุ่มเป้าหมายรวม 20.8 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร 13.9 ล้านคน กลุ่มอาชีพอิสระ 5.9 ล้านคน และเก็บตกอาชีพอิสระอีก 1 ล้านคน โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินผ่านการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และระบบ Prompt Pay ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 41,050 ล้านบาท

อุ้มกิจการไม่ให้เลิกจ้าง-ลอยแพ

 

รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สำหรับมาตรการดูแลผู้ประกอบการ ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบหลักการ แบ่งเป็น มาตรการการเงินและการคลัง ประกอบด้วย 4 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ที่ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของรัฐ ดำเนินการโดยให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ย 0.01% และสถาบันการเงินจะนำไปปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 2 ปี ไม่เกิน 20 ล้านบาท/ราย วงเงินสินเชื่อรวม 150,000 ล้านบาท

2) มาตรการพักชำระเงินต้น พิจารณาผ่อนภาระดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3) มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามที่ ธปท.ออกมาตรการตั้งแต่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา และ 4) มาตรการสินเชื่อพิเศษ จากกองทุนประกันสังคม ดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างลูกจ้างต่อได้

อัด 4 มาตรการภาษี

สำหรับมาตรการทางภาษี ประกอบด้วย 4 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการคืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการด้วยการลดอัตราหักภาษี ณ ที่จ่าย 2) ให้สิทธิ์ผู้ประกอบการที่ใช้สินเชื่อซอฟต์โลน และจัดทำบัญชีเดียว สามารถนำรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 3) นายจ้างนำรายจ่ายลูกจ้างมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 ก.ค. 63 และ 4) กระทรวงการคลังจะเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการในประเทศที่ยื่นแบบภาษีออนไลน์ ภายใน 15 วัน

ลด-เลื่อนเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟ

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณามาตรการอื่น ๆ โดยให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ลด-เลื่อนค่าธรรมเนียม ค่าเช่าที่เก็บจากภาคเอกชน รวมทั้งมาตรการบรรเทาค่าน้ำและค่าไฟ มาตรการลดเงินสมทบเข้าประกันสังคมของนายจ้างและลูกจ้าง เป็นอัตรา 0.1% ของค่าจ้าง 3 เดือน มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ซึ่งจะเข้าไปพิจารณาขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และรวมถึงมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (กองทุน SSF) โดยให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการชั่วคราวได้เพิ่มขึ้นจากเงื่อนไขเดิม

แค่มาตรการชุดแรกยังมีต่อ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า สถานการณ์โควิด-19 เริ่มทวีความรุนแรงทั้งไทยและทั่วโลก ยังไม่ถึงจุดพีก (สูงสุด) ด้วยซ้ำไป

“งานนี้ไม่มีการแจกเงิน การให้เงินช่วยเหลือเป็นเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น ยามนี้เป็นภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหา เอกภาพของคลัง แบงก์ชาติ และเอกชน 3 สถาบัน ทุกฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด วาระที่เข้ามาในวันนี้ผ่านการกลั่นกรองจากทุกสถาบัน เป็นเพียงมาตรการชุดที่ 1 ที่ออกมาในช่วงขณะนี้ ต่อไปข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่สามารถยืนยันได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของโลก ฉะนั้นพวกเราต้องช่วยกัน ประเทศไม่ใช่ของเล่น”

ทั้งนี้คาดว่า มาตรการชุดที่ 1 เพียงพอ โดยกระทรวงการคลังจะตั้งศูนย์ในคลังจังหวัดทั่วประเทศเพื่อรับข้อมูลที่ยังขาดเหลือ และช่วยเหลือต่อไป

ตั้งกองทุน-แผนสำรอง

นายสมคิดกล่าวว่า สถานการณ์โลกขณะนี้ทำนายไม่ได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นมากไปกว่านี้อีก แต่เพื่อความรอบคอบ กระทรวงการคลังจะหารือกับสำนักงบประมาณ จัดหากองเงินกองหนึ่งขึ้นมา จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ เพื่อไว้ผ่อนคลายภาระต่าง ๆ เช่น มีคนตกงานต้องทำการฝึกฝนอบรมเพื่อให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้ กองเงินกองนี้ก็จะสามารถผ่อนคลายได้ ซึ่งกระทรวงการคลังจะกลับไปดูกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกเป็นมาตรการให้ครอบคลุม สามารถใช้ได้ในอนาคตข้างหน้า ถ้าไม่จำเป็นเราก็ไม่ใช้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องมีสำรองไว้

นายสมคิดกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกตก เมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) ดาวน์โจนลงมาเยอะมาก เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งในอดีตมีกองทุนวายุภักษ์ เพื่อพยุงตลาดหุ้นได้บ้าง ซึ่งขณะนี้ตลาดทุนไทยขนาดใหญ่มาก ก.ล.ต.จึงเสนอให้ใช้กองทุน SFF เพื่อไปลงทุนในหุ้นทั้งหลาย มาตรการดังกล่าวจึงเป็นการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้นักลงทุนซื้อกองทุนเพื่อสร้างดีมานด์ในตลาดอย่างเพียงพอ

ดัน SSF ปลุกเชื่อมั่นตลาดทุน

ด้านนางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน จะเป็นการเข้าไปดูแลชั่วคราว โดยยังใช้กรอบของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) แต่จะเป็นการแบ่งวงเงินใหม่ โดย ก.ล.ต.ได้เสนอให้ลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนขั้นต่ำ 65% ระยะถือครอง 10 ปี สำหรับวงเงินที่ได้ลดหย่อนภาษีจะต้องมีการหาข้อสรุปอีกครั้ง ว่าจะมีการขยายวงเงินเพิ่มจำนวนเท่าไหร่ อย่างไรก็ดี ระยะเวลาการลงทุนสามารถเข้าซื้อได้หลังกฎหมายบังคับใช้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 63 เชื่อว่าจะเป็นการช่วยตลาดทุนเป็นการเฉพาะกิจ และเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาว

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนกองทุน SSF ที่จะเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่ออุ้มตลาดทุนช่วงไตรมาส 2 นี้ ทางกระทรวงการคลังยังต้องกลับไปพิจารณารายละเอียดก่อนเสนอ ครม. วันที่ 10 มี.ค.อีกครั้ง หลังจากที่เสนอ ครม.เศรษฐกิจ ให้เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีอีก 1 แสนบาท จากเงื่อนไขเดิมไม่เกิน 2 แสนบาท รวมไม่เกิน 3 แสนบาท แต่เพื่อให้มีผลต่อบรรยากาศการลงทุน อาจจะเพิ่มเพดานหักลดหย่อนภาษีเป็นไม่เกิน 5 แสนบาท

แบงก์ชาติผนึกกำลัง

ขณะที่นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง และสามารถที่จะประกอบธุรกิจได้ต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ยากลำบาก จึงได้ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยเร็ว โดยสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. ได้ส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รวมทั้งลูกหนี้ที่อาจจะเริ่มเป็น NPL ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ยืดเวลาชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย เปลี่ยนประเภทวงเงิน ลดค่าธรรมเนียม โดยครอบคลุมทั้งลูกหนี้ที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และ SMEs

นอกจากนี้ ในส่วนลูกหนี้บุคคล หนี้บัตรเครดิตมีการลดวงเงินชำระขั้นต่ำจาก 10% ลง ซึ่งจะผ่อนคลายชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่เดือน ม.ค. 63-31 ธ.ค. 64 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่ ธปท.ดำเนินการไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

ศก.ซบยาว 9 เดือน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ครม.เศรษฐกิจ กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจในเดือน ม.ค. 2563 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายด้าน เช่น การลงทุนเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ การท่องเที่ยว การส่งออกยังติดลบ ดังนั้น GDP ไตรมาสที่ 1/2563 จึงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4/2562 ซึ่งมีนัยต่อตัวเลขจีดีพีทั้งปี”63

“ได้สั่งการให้สภาพัฒน์ประมาณการเศรษฐกิจเป็นซีนาริโอ ว่าถ้าร้ายแรงจะเป็นอย่างไร ซีนาริโอปกติจะเป็นอย่างไร”

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า เดิมคิดว่าสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสจะจบภายใน 3 เดือน และใช้เวลาอีก 3 เดือน เพื่อฟื้นตัวกลับไปสู่ปกติ แต่ขณะนี้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม จึงต้องขยับออกไปเป็น 6 เดือน และจะค่อย ๆ ฟื้นในอีก 3 เดือน หรือในไตรมาส 3 ต้นไตรมาส 4 ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“มาตรการชุดที่ 1 ในวันนี้ อยู่บนพื้นฐานของการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าแพร่ระบาดมากกว่านี้ ผลกระทบจะกว้างไกลกว่านี้ ซึ่งจะมีมาตรการชุดต่าง ๆ ตามมา แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว จึงจะดำเนินการกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยวต่อไป”

5 มาตรการเยียวยาสายการบิน

นายกอบศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสายการบิน 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.มาตรการด้านการลดค่าใช้จ่ายของสายการบิน เช่น ปรับลดค่าบริการขึ้น-ลงอากาศยาน และค่าบริการที่เก็บอากาศยาน สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ทำการบินเข้า/ออก ประเทศกลุ่มเสี่ยงลง 50% ตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 ธ.ค. 2563, ปรับลดค่าบริการการเดินอากาศ เที่ยวบินในประเทศลด 50% และเที่ยวบินระหว่างประเทศลด 20% ใน 11 เส้นทางประเทศกลุ่มเสี่ยง, ปรับลดค่าธรรมเนียมและการเข้า/ออก นอกประเทศ (regulatory fee) และการขอขยายเวลาปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน จาก 4.726 บาท/ลิตร เหลือ 0.2 บาท/ลิตร ซึ่งจะครบกำหนด 30 ก.ย.นี้ ขยายไปถึง 31 ธ.ค. 2563

ปฏิเสธผู้โดยสารเสี่ยงได้

2.มาตรการอำนวยความสะดวก จัดสรรเวลาการบิน 3.มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางอากาศ เช่น ออกประกาศรองรับสิทธิในการปฏิเสธผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงติดไวรัส 4.มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และ 5.มาตรการทางการเงิน เช่น ขอขยายเวลาชำระหนี้ จัดหาทุนดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น ซึ่งมาตรการทั้งหมดจะมีผลถึงปลายปี

ขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า มาตรการต่าง ๆ ที่อนุมัติครั้งนี้จะมีผลกระทบกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เพียงหน่วยงานเดียว โดยจะต้องขอรัฐบาลกู้เงินเพื่ออุดหนุนบริการสาธารณะ (PSO) วงเงินประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนของ บมจ.การบินไทย และ บจ.ไทยสมายล์แอร์เวย์ เนื่องจากข้อเสนอที่ทำมายังไม่มีรายละเอียด โดยเฉพาะด้านตัวเลขต้นทุนต่าง ๆ จึงจะมีการหารือกันอีกครั้งในวันที่ 13 มี.ค.นี้

คนกลัวไวรัสไม่มีมู้ดจับจ่าย

ด้านแหล่งข่าวจากวงการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการการใส่เงินมาในกระเป๋าประชาชน ถามว่าจะเป็นผลดีกับค้าปลีกหรือไม่ แน่นอนว่าคงจะช่วยให้เกิดการจับจ่ายบ้าง ช่วยให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่สิ่งที่สัมผัสได้ตอนนี้ คือ คนทั่วประเทศวิตกกังวลและกลัวการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 มาก จนไม่มีใครอยากจะออกไปไหน ไม่อยากจะเดินทาง จับจ่ายน้อยลง ทำให้บรรยากาศโดยรวมซึม

“โดยสรุปมาตรการนี้ดี แต่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกที่ถูกเวลา ควรจะเอางบฯไปช่วยเรื่องของสาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นใจมากกว่า เพราะตอนนี้คนตื่นกลัวกันทั้งประเทศ” แหล่งข่าวกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มาตรการเศรษฐกิจ โควิด-19