GET FOOD โตไม่หยุดอานิสงส์ Lazy Economy
โชว์ยอดเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงที่ผู้คนตื่นตระหนกกับไวรัสโควิด-19 สำหรับธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ โดยในส่วนของน้องใหม่ในตลาดอย่าง GET ก็เพิ่งฉลองครบรอบ 1 ปีที่เข้ามาทำตลาดในไทย ด้วยยอดส่ง “ชานมไข่มุก” เมนูสุดฮิตอันดับ 1 ในช่วง 10 เดือนที่เปิดตัวบริการถึง 1.1 ล้านแก้วหรือเฉลี่ยกว่า 3,600 แก้วต่อวัน ขณะที่ข้าวหมูทอดที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ก็มีออร์เดอร์ถึง 5.8 แสนจาน
“ภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GET เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้บริการ GET FOOD จะมาทีหลัง GET-win-GET DELIVERY ที่เป็น 2 บริการบุกเบิกตลาดแต่เป็นบริการที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และมียอดใช้บริการมากเป็นอันดับ 1 ในขณะที่ 2 บริการแรกตอนนี้แม้จะยังเติบโตอยู่ คิดเป็น 1 ใน 5 ของบริการทั้งหมด แต่ก็ยังโตไม่เท่า
ปีทอง “อาหาร”
“ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นปีของ ‘อาหาร’ จริง ๆ อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี จากยอดดาวน์โหลด 2.2 ล้านครั้ง มีคนขับมากกว่า 4 หมื่นคนอยู่ในแพลตฟอร์มเรายังเห็นแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง มากกว่านั้นยังมีการเติบโตในประเภทคนขับ จากเดิมเป็น ‘พี่วิน’ ก็มี ‘GET Runner’ เป็นการเติบโตสวนทางตลาด เศรษฐกิจไม่ดี ตกงานก็มาเข้าสู่ระบบของ GET ได้ ถึงไม่ต้องมีรถจักรยานยนต์ก็ใช้เดินส่งได้”
โดยธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ไทยปีนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นถึง 31% และมีมูลค่าสูงถึง1.8 พันล้านบาท และหากรวบรวม
ออร์เดอร์ของฟู้ดดีลิเวอรี่ผ่านแพลตฟอร์มของ GoJek ไม่ว่าจะเป็น GoJek ในอินโดนีเซีย Go-Viet ในเวียดนาม และ GET ในประเทศไทย จะมียอดรวมถึง 50 ล้านออร์เดอร์/เดือน
GoJek เองมั่นใจว่าธุรกิจนี้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทยใช้บริการเฉลี่ยราว 175 บาทต่อออร์เดอร์ ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม ที่อยู่ราว 105 บาท จึงถือว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจด้วยกำลังซื้อและการยอมจ่ายเงินกับอาหารที่มากกว่า ทั้งยังมีไลฟ์สไตล์ที่เปิดรับกับการสั่งอาหารออนไลน์มากกว่าด้วย
พฤติกรรมเริ่มคุ้นชิน
ที่สำคัญคือเริ่มเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากการ “สั่งอาหารมื้อหลัก” เพิ่มมากขึ้น จากเดิมจะเป็นฟาสต์ฟู้ด ที่สำคัญคือ บางสัปดาห์แม้จะไม่ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ แต่ยอดก็ยังเพิ่มขึ้นราว 5-15% นั่นแสดงถึงการเริ่มรับการสั่งอาหารออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้งานต่อคนที่มีความถี่มากขึ้น
“เมื่อก่อนอาจจะเห็นไก่ทอด กาแฟ อยู่ในอันดับต้น ๆ ซึ่งคนเราไม่ได้กินไก่ทอด ฟาสต์ฟู้ดทุกวัน แต่ตอนนี้อันดับ 2 คือข้าวหมูทอด มีข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นอาหารที่กินได้ทุกวัน เข้ามาอยู่ในอันดับต้น ๆ”
ขณะที่ในฝั่งร้านอาหาร ปัจจุบันมีในระบบกว่า 20,000 แห่ง 80% เป็น SMEs ซึ่งแม้การเพิ่ม “จำนวน” จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ต้องให้ผู้ใช้งานได้รู้สึกถึงความคุ้มค่าที่มากขึ้นจากการใช้งานด้วย
“ปัจจุบันมีร้านค้าจำนวนมากที่สนใจจะเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับ GET โดย GET ได้พยายามย่นระยะเวลาในการทำงานเพื่อให้ร้านค้าเข้ามาในระบบได้ จากเดิม 14 วันทำการ ปัจจุบันอยู่ที่ 3 วันทำการ”
และเมื่อเป็นพาร์ตเนอร์กันแล้ว GET จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับ SMEs เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน อาทิ การใช้ดาต้าในมือเพื่อวิเคราะห์ความต้องการลูกค้า แนะนำเมนูใหม่ การขยายสาขาในพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันร้านอาหารที่เป็นพาร์ตเนอร์ของ GET มียอดขายจากออนไลน์เฉลี่ย 30%
ปี 2563 พัฒนาต่อเนื่อง
สำหรับเป้าหมายในปีนี้ 1.พัฒนาคุณภาพบริการให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในฝั่งพาร์ตเนอร์คนขับและร้านอาหาร รวมถึง
แอปพลิเคชั่นที่ใช้งานง่าย มีความเสถียรและช่วยให้พาร์ตเนอร์ทำงานง่ายขึ้น 2.ฟู้ดดีลิเวอรี่ยังเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้น GET ก็ต้องพยายามเติบโตตามตลาดไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เห็นเทรนด์ใหม่ ๆ ในตลาดนี้
“คงบอกได้ยากว่า ปีนี้จะตั้งเป้าให้มีออร์เดอร์ GET FOOD เพิ่มขึ้นเท่าไร เพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่มีการคาดกันว่า ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่จากออนไลน์ในปีนี้ตลาดจะโตอย่างน้อย 30% GET ก็ขอเป็นผู้เล่นรายหลักในตลาด ให้มีมาร์เก็ตแชร์สูสีมากขึ้นเรื่อย ๆ”
ส่วน GET Pay ก็น่าจะเริ่มได้เห็นในปีนี้แน่ ๆ แต่ขอให้ทดสอบทั้งระบบให้มั่นใจกว่านี้อีกสักระยะ เพราะเป็นเรื่องเงินทุกอย่างต้อง 100%
“ปีนี้ธุรกิจอื่นอาจจะยาก แต่แพลตฟอร์มของ GET อยู่กับชีวิตประจำวัน ทั้งการเดินทางและอาหาร จึงสวนทางกับธุรกิจประเภทอื่น และเชื่อว่าจากสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจนี้จะได้ประโยชน์จาก lazy economy”