“ธรรมชาติซีฟู้ด”ยอดแผ่ว ปรับกลยุทธ์ลุยออนไลน์
TU ครองหุ้นใหญ่ธรรมชาติซีฟู้ด 65% ปรับกลยุทธ์แผนธุรกิจรุกออนไลน์ฝ่าด่านโควิด-19 ทุบกำลังซื้อในประเทศวูบ นักท่องเที่ยวหด ชี้หากคลี่คลายครึ่งปีหลังดันยอดขายกลับเข้าแผนโตถึง 20%
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ตลาดอาหารแช่เยือกแข็งในประเทศไทยของกลุ่มบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU มีอัตราการเติบโตได้ดีต่อเนื่อง 3 ปี โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 15-20% ทำให้ทียูได้ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทธรรมชาติซีฟู้ดฯ ผู้จัดจำหน่ายอาหารทะเลเมื่อปี 2561 โดยเข้าไปถือหุ้นสัดส่วน 25% ผลดำเนินการดีต่อเนื่องจนขยายผลซื้อหุ้นเพิ่มอีก 40% ในปลายปี 2562
ล่าสุด นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า ปีนี้หลังจากทียูเข้าถือหุ้นบริษัท ธรรมชาติซีฟู้ด รีเทล จำกัด ในสัดส่วน 65% แล้ว แนวโน้มธุรกิจปีนี้ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่หายไป จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาน้อยหลังการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ปริมาณยอดขายซีฟู้ดที่ขายตามห้างหรือบาร์ได้รับผลกระทบระดับหนึ่ง
เบื้องต้นจากการประชุมร่วมกันทางทีมบริหารประเมินสถานการณ์คาดว่าน่าจะคลี่คลายหลังเดือนพฤษภาคมไปแล้ว ทางบริษัทมองอย่างไม่ประมาท แต่สถานการณ์โคโรน่าในไทยก็มีการควบคุมและป้องกันที่ดีประเทศหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เพราะเราสามารถรักษาหายมากกว่าคนเป็นเพิ่ม
“ปีนี้ก็พยายามจะเติบโต คงกระทบบ้าง 3-4 เดือนแรก แต่ครึ่งปีหลังจะกลับมาอยู่ในแพลน มันก็ต้องดูอีกว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่เราไม่ได้มองเลวร้ายเกินไป ทุกอย่างมีวิกฤตก็มีโอกาสมองเป็นเหรียญสองด้านตลอด ธรรมชาติซีฟู้ดฯเจอแบบนี้ก็อาจจะบอกได้ว่าปีนี้โตได้ แต่อาจไม่โตตามแผนที่วางไว้ 15-20% แต่อย่างแย่ที่สุดคงไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว เพราะถึงจีนจะเจอไวรัสโคโรน่าปิดประเทศ แต่คนที่ถูกคอนโทรลนาน ๆ เข้าหน้าร้อนเดือน 5-6 คนที่ถูกไม่ออกนอกประเทศกำลังซื้อจะอั้นไว้ และทะลักมาเราต้องเตรียมให้พร้อม ตอนนี้หายไปเราก็มีตลาดอื่นแต่ผมคิดว่ากำลังซื้อเวลาทุกอย่างคลี่คลายก็ยิ่งอยากไป ถ้าเหตุการณ์กลับสู่ปกติก็คงมาประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ก็คงมากินมานอนคงมาช่วยธรรมชาติซีฟู้ดฯ”
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าวทางธรรมชาติซีฟู้ดฯก็ต้องเพิ่มกลยุทธ์โดยเน้นการทำออนไลน์ ซึ่งก็เป็นช่องทางหนึ่งที่มีแนวโน้มเติบโตได้ พร้อมกันนี้ทางบริษัทมุ่งจะรีแบรนดิ้ง Q fresh ช่องทางออนไลน์ทั้งที่ขายผ่านองค์กรธุรกิจ (B2B) และที่ขายตรงไปยังลูกค้า (B2C)
“ธุรกิจออนไลน์เติบโตขึ้น ถ้าเทียบปีต่อปีก็โตเยอะ วันนี้ก็มีความสะดวก โชคดีที่ระบบโลจิสติกส์ดีขึ้น สมัยก่อนใช้เวลา 2 วัน ตอนนี้เหลือแค่ 2 ชม. แม้ว่ากำลังซื้อดรอป แต่ออนไลน์กลับโต คนยังต้องกินต้องใช้ อาจจะกระทบบ้าง แต่ยังดีกว่าอุตสาหกรรมอื่น”
สำหรับภาพรวมในด้านการส่งออกกุ้งและอาหารแช่เยือกแข็งไทยไตรมาสนี้ได้รับผลจากโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในไตรมาสแรก ทางเอกวาดอร์ อินเดีย ส่งสินค้าไปอเมริกาและสหภาพยุโรปแทนตลาดจีน ส่งผลให้ราคากุ้งเดือนมีนาคมอ่อนตัวลดลง แต่ก็ยังโชคดีเพราะเป็นจังหวะโลว์ซีซั่นของการผลิต
“ราคาอ่อนตัวลงบ้างตามดีมานด์-ซัพพลาย หลักแล้วอุตสาหกรรมกุ้งไทยเน้นส่งออกมากกว่าบริโภคในประเทศ ดังนั้น ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ ค่าเงิน ที่ตอนนี้กระเตื้องขึ้นมาที่ 31 บาทกว่าจากปีก่อน แต่เราอยากเห็นค่าเงินไปอยู่จุดที่ผู้ส่งออกแข่งขันได้ เพราะประเทศที่ส่งออกแต่ละประเทศต้องบริหารค่าเงิน เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ประเทศผู้ส่งออกเป็นปัจจัยหลักอันหนึ่ง ภาพรวมการส่งออกกุ้งทั้งปี 2563 ปัจจัยหลักคือ ผลผลิตต้องเพียงพอให้สำหรับโรงงานที่จะแปรรูป ถ้าเพิ่มได้ 5-10% จะทำให้โรงงานมั่นใจกล้ารับออร์เดอร์ลอตใหญ่มากขึ้น ถ้าผลผลิตเราน้อยความเชื่อมั่นจะหายไป สำหรับผู้ซื้อเรื่องราคายังเป็นเรื่องหลัง”
สำหรับฐานการผลิตกุ้งที่อินเดียปีนี้คาดว่าจะรักษาการเติบโตได้เทียบเท่าปีก่อนที่ผลผลิตดีขยายตัว 15-20% พยายามบริหารจัดการให้ราคากุ้งไม่ตกต่ำกว่าต้นทุนเกษตรกร เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเลี้ยง แต่อินเดียมีความได้เปรียบไทยเรื่องค่าเงินที่ค่อนข้างอ่อนค่ากว่าไทย อดีตบาท 35 ต่อดอลลาร์ เงินรูปี 70 รูปีต่อดอลลาร์ ตอนนี้เรา 31 บาทต่อดอลลาร์ เงินรูปียังเท่าเดิม การผลิตจากอินเดียไปยุโรปได้ดี ได้สิทธิพิเศษ (จีเอสพี) ไปได้ดีทั้งโรงงานแปรรูปกุ้ง และโรงงานผลิตอาหารกุ้ง
นายฤทธิรงค์กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทมีนโยบายไม่ให้พนักงานเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง แต่บริษัทไม่ได้หยุดติดต่อกับลูกค้า เมื่อลูกค้า work at home ยังสามารถใช้เทคโนโลยีทางไกลติดต่อกันได้ ในบางตลาด เช่น จีน ยังมีสินค้าในสต๊อก คาดว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายสต๊อกจะกลับมา ส่วนสหรัฐอเมริกาปีที่ผ่านมายอดขายโฟรเซ่นทำได้ดี ขณะที่ร้านเดอะ เรดล็อบสเตอร์ที่ผ่านมาเราเป็นเพียงผู้ถือหุ้น แต่ในปีนี้ทางเรามีเป้าหมายว่าจะทำให้ร้านเดอะ เรดล็อบสเตอร์ขยายตัวขึ้นได้อย่างไร โดยเราได้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับทางทีมผู้บริหารทุกเดือน คราวหน้าจะต้องประชุมว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร เพราะปีนี้สหรัฐจะมีการเลือกตั้ง ก็คงพยายามบูมเรื่องกำลังซื้อ
“การลงทุนปีนี้ทียูเน้นเรื่องคอร์บิสซิเนส ทั้งทูน่าทั้งกุ้ง บวกด้วยโปรดักต์จากนวัตกรรมของเรานิวโปรดักต์วัตถุดิบและตลาด emerging market ทำคอร์ให้แข็งแรง ส่วน M&A ไม่ได้รีบ ถ้าอะไรเข้ามาค่อยตัดสินใจ วันนี้บริษัทเน้นการทำกำไรมากกว่า และมุ่งพัฒนาสินค้านวัตกรรม เช่น การรีดีไซน์ที่ยุโรปไปได้ดีในปีที่ผ่านมา จอห์นเวสต์แบรนด์ทูน่าของเราขึ้นเป็นเบอร์ 1 ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญมาจากนิวโปรดักต์ ทางอเมริกาต้องเพิ่มนวัตกรรมแทนคอมโมดิตี้ทุกเรื่อง ผมว่าเรามาถูกทาง แต่ต้องใช้เวลา เราต้องเน้นคอร์โปรดักต์ที่ทำกำไร และดีไซน์ธุรกิจให้ตอบสนองกับเป้าหมายของการเพิ่มอัตราการทำกำไรให้มากขึ้น เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเราทำอะไรไม่ได้”