“เครดิตบูโร” เปิดข้อมูลปรับโครงสร้างหนี้รายย่อย 5 ปีเพิ่ม”กว่า 7 แสนล้าน สะท้อนความ”เปราะบางปล่อยสินเชื่อในอดีต “สินเชื่อบุคคล-กู้บ้าน” แชมป์”หนี้เสียกว่า 5.5 แสนล้าน ชี้”เทรนด์ปี”63-64 ปีแห่งการปรับโครงสร้างหนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรฯจับตาหนี้เสียเกิดใหม่-เก่าทะลักดันเอ็นพีแอล Q1/63 แตะ 3.15%
แก้หนี้พุ่ง 5 ปี 7 แสนล้าน
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มปี 2563-2564 จะเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก”ตั้งแต่ต้นปี แม้ยังไม่เห็นผลกระทบจากโควิด-19 แต่สถิติพบว่า ยอดหนี้บุคคลธรรมดาจากสถาบันการเงินทั้งสินเชื่อ”ที่อยู่อาศัย, สินเชื่อรถยนต์, สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเกษตร เป็นต้น เห็นยอดปรับปรุงโครงสร้างหนี้ปรับเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่ปี 2558 ราว 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 9 แสนล้านบาทในสิ้นปี 2562 สะท้อนความเปราะบางในระบบของสินเชื่อที่ปล่อยออกไปตั้งแต่อดีต
“โจทย์คือตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้เยอะขึ้นจนอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท เราต้องการดูว่าหนี้อะไรที่เยอะ และจะไปต่ออย่างไรในปี 2563-2564 เพราะ ธปท.ต้องการให้แบงก์ปรับหนี้เชิงรุก ช่วงนี้คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจใหม่”
“สินเชื่อบุคคล-บ้าน” แชมป์
จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ราว 9 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 3 แสนล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัย 2.5 แสนล้านบาท บัตรเครดิต 2 หมื่นล้านบาท สินเชื่อรถค่อนข้างน้อยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพราะสถาบันการเงินใช้วิธียึดทรัพย์เมื่อค้างเกิน 3 งวด ที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจและเกษตร
นายสุรพลกล่าวว่า สินเชื่อที่มีสัญญาณการปรับโครงสร้างหนี้สูงขึ้นต่อเนื่อง คือ สินเชื่อส่วนบุคคลจากปี 2558 ยอดปรับปรุงโครงสร้างหนี้อยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 2.96 แสนล้านบาทในปี 2562 เช่นเดียวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มจาก 6.03 หมื่นล้านบาท มาที่ 2.52 แสนล้านบาทในปี 2562
หากดูข้อมูลลึกลงไปจะพบว่า กลุ่มลูกหนี้ Gen X มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้มากที่สุด โดยสิ้นปี 2562 มียอดปรับอยู่ที่ 4.46 แสนล้านบาท จากปี 2558 อยู่ที่ 1.44 แสนล้านบาท ทั้งนี้ หนี้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล โดย”ปี 2562 อยู่ที่ 1.35 แสนล้านบาท สินเชื่อ”ที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 1.31 แสนล้านบาท
กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ปี 2562 มียอดปรับโครงสร้างหนี้ที่ 2.51 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี 2558 อยู่ที่ 8.61 หมื่นล้านบาท หนี้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท กลุ่ม Gen Y มียอดปรับโครงสร้างหนี้”ปี 2562 อยู่ที่ 1.99 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อยู่อาศัย 8.88 หมื่นล้านบาท
“ปี 2563 สินเชื่อใหม่โตน้อย เพราะรายได้ลูกหนี้มีจำกัด แบกหนี้เพิ่มได้ยาก หนี้เก่าต้องปรับตัวให้มีกระแสเงินสดรับจ่ายให้สอดคล้องกัน เพื่อให้มีรายได้เหลือหลังหักภาระหนี้พอไปดูแลการใช้ชีวิตของตนเอง เช่น กรณีรายได้สะดุดจากโรคระบาด ต้องตกงาน คำถามคือจะทำอย่างไร ก็ต้องปรับแก้หนี้ จ่ายหนี้น้อยลง ให้เหลือเงินไว้ใช้ เป็นต้น”
หนี้เสียใหม่-เก่าทะลัก
ด้านนางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล “รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า “ในปีนี้สัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เกิดใหม่ และหนี้ไหลกลับ (reentry) และการปรับโครงสร้างหนี้ (debt restructuring) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอ็นพีแอลเกิดใหม่มีสัญญาณเพิ่มขึ้นชัดเจน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาการระบาดของโควิด-19 หากสถานการณ์ลากยาวส่งผลให้ธุรกิจไม่มีรายได้ และภาคประชาชนเริ่มไม่มีงานทำ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดหนี้เสีย”เกิดใหม่เพิ่มขึ้น
ขณะที่หนี้ไหลกลับยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีประเด็นเรื่องแก้ไขหนี้ที่ยากมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจทำให้ลูกหนี้บางรายที่ได้รับการแก้ไขอาจกลับมาเป็นหนี้เสียอีก ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ถือว่าเป็นปีที่หลายฝ่ายให้ความช่วยเหลือมาก ทั้งธนาคาร และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามคลายเกณฑ์ให้ปรับหนี้ง่ายขึ้น ซึ่งในอดีตติดเงื่อนไขการจัดชั้นหนี้ “และการตั้งสำรองตัวเลขจาก ธปท.พบว่า เอ็นพีแอลทั้งระบบไตรมาส 4/2562 อยู่ที่ 465,026 ล้านบาท คิดเป็น 2.98% ของสินเชื่อรวม 15.6 ล้านล้านบาท เป็นเอ็นพีแอลใหม่ 68,920 ล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้ 83,569 ล้านบาท และหนี้ไหลกลับ 251,803 ล้านบาท
ส่วนเอ็นพีแอลไตรมาสที่ 1/2563 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่ 3.10-3.15% หรือราว 490,000 ล้านบาท จากยอดสินเชื่อ 15.56 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าสินเชื่อลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลการชำระหนี้คืนและการปล่อยสินเชื่อใหม่ทำได้ยากขึ้น