EA เทงบเพิ่ม 100 ล้าน ลุยมาตรการสู้โควิด-19 เฟส 2
ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกคาดว่า สถานการณ์โควิด-19 จะยังคงอยู่กับประเทศไทยไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ไทยต้องวางแนวทางว่าจะอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย และสามารถลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมให้น้อยที่สุดจนกว่าจะมียารักษา
นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และผู้จัดตั้งกลุ่มช่วยกัน เปิดเผยว่า ได้ตอบจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงแนวทางการดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือให้ประเทศไทยผ่านพ้นจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 อย่างเป็นระบบ โดยสิ่งที่ท้าทายที่สุด คือ การหาจุดสมดุลใหม่ของการระงับการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และประคองเศรษฐกิจประเทศ เพื่อคืนการใช้ชีวิตให้คนในสังคม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด
ล่าสุดมีแผนงานจะดำเนินการระยะที่ 2 (แผนงานในอนาคต) วงเงิน 100 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 การเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานให้บุคลากรทางการแพทย์ จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ปรับปรุงห้องพักปกติ เช่น โรงแรม คอนโดมิเนียม รองรับกลุ่มผู้สงสัยติดเชื้อ 1,000 ห้อง, ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้เตียงขนย้ายผู้ป่วย 500 เตียง, ผลิตหน้ากากแรงดันบวกสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 3,000 ชุด ผลิตตู้ฆ่าเชื้อ UVC เพื่อใช้ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ 1,000 ตู้ จัดหาเครื่อง RT-PCR พร้อมน้ำยาตรวจ อีก 10,000 ตัวอย่างต่อวัน ผลิตเครื่องผลิตโอโซน 500 เครื่อง และร่วมกับ สวทช.พัฒนาสารเคลือบผิว เพื่อฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และแผนงานส่วนที่ 2 เพิ่มศักยภาพในการป้องกันตนเองจากโควิด-19 ให้กับประชาชน ทั้งผลิตหน้ากากแรงดันบวกสำหรับประชาชน 7,000 ชุด
กล่องฆ่าเชื้อ UVC 3,000 กล่อง และผลิตเครื่องผลิตโอโซนอีก 500 เครื่อง จากก่อนหน้านี้ที่ได้ดำเนินการทั้ง 2 ส่วนไปแล้ว 150 ล้านบาท คือ การเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานให้บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ การจัดหาประกันภัย ติดตั้งอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ อุปกรณ์เพื่อปรับปรุงห้องไอซียู การพัฒนาห้องแรงดันลบ ปรับปรุงห้องพยาบาล และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจสอบที่แม่นยำสูง และส่วนที่ 2 คือ เพิ่มศักยภาพในการป้องกันตนเองจากโควิด-19 ให้กับประชาชน ทั้งการแจกหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องกรองอากาศที่ฆ่าเชื้อ ซึ่งรวมแล้วจะใช้งบประมาณ 250 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มช่วยกันขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณามาตรการรณรงค์ให้ประชาชน ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” มาใช้ประจำตัวในลักษณะ e-Health passport ก่อนเข้าไปใช้บริการร้านค้าและชุมชน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดอีกด้วย